ขั้นตอนเรียนต่อ
เรียนในต่างประเทศ : การเตรียมตัวและการสมัครเรียน

สืบประสบการณ์จริง ไม่ใช้แสตนด์อินกับชีวิต Work and Travel USA

work and travel review

    ช่วงนี้ซิสมหาลัยหลายคนอาจจะง่วนกับการหาข้อมูลโปรแกรม Work and Travel (WAT) รึเปล่าคะ? ถ้าใช่ ยินดีต้อนรับสู่รายงานนักสืบฉบับนี้จ้ะ เพราะวันนี้มิสจะนำข้อมูลและประสบการณ์ของซิสรุ่นพี่ที่เคยไป WAT มาก่อนมาตีแผ่กัน รับรองว่ามีครบทุกรสชาติ ไม่ว่าจะเป็น รสหวานฉ่ำของรอยยิ้ม หรือรสขมๆ ของน้ำตาที่ต้องใช้ฝ่าฟันอุปสรรค ณ สหรัฐอเมริกา 

 

    ก่อนอื่นมารู้จักตัวโครงการให้มากขึ้นสักนิด Sarah Duffy หัวหน้ารักษาการกงสุลใหญ่ สถานเอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกา ประจำประเทศไทย ให้สัมภาษณ์กับไทยรัฐออนไลน์ว่า Work and Travel คือ โครงการทำงานพิเศษและท่องเที่ยวภาคฤดูร้อนเปิดโอกาสให้นิสิต/นักศึกษามหาวิทยาลัยได้ลองใช้ชีวิตและทำงานในประเทศสหรัฐอเมริกาในระหว่างช่วงปิดเทอมภาคฤดูร้อน และเสริมสร้างความสัมพันธ์อันดีระหว่างสองประเทศเนื่องจากนักศึกษาชาวไทยสามารถแบ่งปันความรู้เกี่ยวกับภาษา วัฒนธรรม และขนบธรรมเนียมไทยให้กับชาวอเมริกัน โดยที่ในขณะเดียวกันก็สามารถเรียนรู้เกี่ยวกับประเทศสหรัฐอเมริกา ค่านิยม และชาวอเมริกันด้วย

 

    โดยวีซ่าที่จะใช้ในโปรแกรมนี้ก็คือ วีซ่า J-1 ซึ่งจะมีระยะทำงานสูงสุด 4 เดือนและสามารถอยู่เที่ยวต่อได้อีก 30 วัน หลังจากนั้นวีซ่านี้จะได้ไม่ได้นะจ๊ะ ส่วนนักศึกษาที่จะไปโครงการนี้ได้ ต้องเรียนอยู่ในระดับปริญญาตรี หรือโทเท่านั้น ที่สำคัญคืออายุต้องไม่เกิน 28 ปี

 

    มิสขอแชร์ประสบการณ์ส่วนตัวแล้วกัน ในฐานะรุ่นพี่ปีมะโว้ที่เคยเข้าร่วมโปรแกรมนี้มาก่อน สมัยสาวๆ เรียนอยู่มหาลัยแถวสามย่าน เผลอแป๊ปๆ ก็ปีสี่แล้วเลยอยากไปหาประสบการณ์ต่างแดนกับเค้าบ้าง เจ้าคุณแม่ก็โอเค มิสเลยต้องดำเนินขั้นตอนดังต่อไปนี้ 

 

  1. หาเอเจนซี่ - การไป WAT ต้องไปผ่านเอเจนต์เท่านั้น ซึ่งในไทยก็มีหลายเจ้าให้บริการ ราคาก็จะแตกต่างกันไปในแต่ละที่ด้วย ลองไปเปรียบเทียบดูว่างบเราอยู่ในช่วงไหน แต่ส่วนใหญ่ราคาก็จะแตกต่างกันไม่มากหรอก
  2. ทดสอบภาษาอังกฤษ - ทำไปเพื่อวัดระดับภาษาว่า ภาษาระดับนี้เหมาะกับงานไหนบ้าง แอบกระซิบว่าคำถามไม่ยากเลย เป็นการพูดคุย ทดสอบ speaking skills มากกว่า 
  3. เลือกงาน - งานในโปรแกรมนี้ก็หลากหลายมากเด้อ อาชีพยอดฮิตก็มี House keeping ในโรงแรมหรือรีสอร์ท Server / Cook ในร้านอาหารและในร้านฟาสต์ฟู้ด Cashier / Service ต่างๆ ในซุปเปอร์มาร์เก็ต รวมไปถึงงานสวนน้ำ lifeguard ด้วย *ส่วนใหญ่ขั้นตอนนี้จะต้องจ่ายเงินค่าโครงการไปแล้วส่วนหนึ่ง
  4. สัมภาษณ์งานกับนายจ้างจาก US - หลักๆ แค่อยากเห็นหน้าค่าตากันนั่นแหละ บางงานอาจโชคดีนายจ้างบินมาไทยมาสัมภาษณ์เองเลย หรือถ้าไม่บินก็เปิดกล้อง Skype เอาจ้า คำถามก็ทั่วๆ ไป เวลาว่างทำอะไร ตอนนี้เรียนอะไรอยู่ ถ้ามาแล้วจะทำอะไรบ้าง รวมไปถึงถามความเข้าใจกับโครงการนิดๆ หน่อยๆ 
  5. สัมภาษณ์ผ่านก็จ่ายเงินค่าโครงการที่เหลือ ระหว่างนี้เอเจนซี่จะเริ่มถามหาเอกสารเพื่อจัดการเรื่องวีซ่าและนัดวันสัมภาษณ์วีซ่าให้จ้ะ 
  6. สัมภาณ์วีซ่า ณ สถานทูต - เป็นด่านที่ตื่นเต้นสำหรับหลายๆ คนเลย เพราะมีซิสๆ ไม่ผ่านกันเยอะอยู่ แล้วชอบเอามารีวิวกันไปเรื่อย ข้อแนะนำของมิสเลยคือตอบคำถามให้ฉะฉาน มั่นใจในข้อมูลของเรา เราไม่ไปโดดร่ม หรือโรบินฮู้ดแน่ๆ ถ้าได้ยินไม่ชัด ถามท่านกงศุลกลับเลยว่าให้พูดอีกรอบได้มั้ย เอาตรงๆ ด่านนี้มันจะวุ่นวายหน่อยๆ ตรงที่เราคาดการณ์ไม่ได้นี่แหละว่าผลจะออกมายังไง 
  7. ได้วีซ่าแล้วก็จองตั๋วสิคะ ยิ่งจองเร็วยิ่งดีค่ะ เพราะตั๋วจะได้ไม่แพงมาก บางเอเจนต์ (เช่นของที่มิสเคยไปด้วย) บังคับให้จองตั๋วก็เค้า ก็นะ เป็นเงื่อนไขนึงที่ต้องยอมรับ ก็จองกับนางไป 
  8. พร้อมบิน Once in a life time experience กำลังจะเกิดขึ้นแล้วค่ะ :) 

 

    ในกระทู้ WAT กับ สิ่งที่เอเจนซี่(อาจจะ) ไม่ได้บอกคุณ​! เล่าข้อดี-ข้อเสีย ของตัวเลือกแต่ละอย่างได้น่าสนใจ มิสขอยกอันที่คิดว่ามีประโยชน์และหลายๆ คนอาจจะยังตัดสินใจไม่ได้มาเล่าสู่กันฟังแล้วกัน

 

    การเลือกงานมีผลอย่างไร ?

    การเลือกงานมีผลอย่างมาก คนส่วนมาก ถ้าให้เลือกได้ ก็อยากเลือกงานที่สบาย ได้ค่าแรงสูง แต่ความจริงที่ทุกคนย่อมรู้ดี ก็คือ “มันไม่มีอยู่บนโลกใบนี้” งานทุกงานก็จะมีความแตกต่าง และข้อจำกัดต่างกันออกไป

 

    มาเวิร์ค ถ้าอยากได้เงินเยอะๆ ควรหางานสองหรือเปล่า (Second Job)

    เหตุผลของการหางานสองของแต่ละคน ก็ขึ้นอยู่กับความพึงพอใจของรายได้ที่ต่างกัน แต่อยากให้ดูงานแรกเป็นหลัก เช่น งานแรกคุณได้เรท $11/hr และได้ extra hour อีก ซึ่งจะนับจากชม.ที่ 40 ของสัปดาห์เป็นต้นไป ประมาณ $16.5/hr และถ้าหนึ่งสัปดาห์คุณสามารถทำงานได้มากถึง 56–60 ชั่วโมง ซึ่งรายได้โดยประมาณก็อาจจะได้มากเกือบๆ $700/week นั้นก็หมายความว่า รายได้งานหลักก็เพียงพอแล้ว แต่ถ้าคุณได้ชั่วโมงต่อสัปดาห์น้อย เรทน้อย อยากหางานสองเพิ่ม เพื่อเงินที่มากกว่าก็ย่อมทำได้ แต่ความเหนื่อย และอิสระในการเที่ยวของแต่ละวันก็อาจจะหายไปด้วย

 

    Location ขึ้นอยู่กับสไตล์การใช้ชีวิต และสตางค์ของเรา

    การเลือก location เมืองที่อยากไป หรืองานที่อยากทำก็มีความสำคัญอย่างมาก เพราะเราต้องใช้ชีวิตและทำงานที่นั้น อย่างน้อยก็สองถึงสามเดือน ซึ่งถ้าเลือกไม่ดี ไม่เหมาะกับตัวเอง ก็อาจจะไม่มีความสุข และไม่สนุกกับการใช้ชีวิตไปเลยก็ได้ ถ้าไปกับเพื่อนก็แนะนำให้ตกลงกันดีๆ ถ้าเพื่อนชอบอีกรัฐ เราชอบอีกรัฐก็แนะนำให้ทำตามใจตัวเองมากกว่าตามใจเพื่อน ไม่ต้องกังวลว่าน่ากลัว หรือไม่มีเพื่อน เพราะยังไงถ้าเลือกที่จะไปเวิร์คแล้ว มันก็จะเป็นอีกหนึ่งบทเรียนชีวิตที่ท้าทาย ในเรื่องของการเอาตัวรอด ท่ามกลางสิ่งแวดล้อมที่เปลี่ยนไป

การเลือกรัฐให้ดี เลือกงานและเมืองที่เหมาะกับเรา ศึกษากฏหมาย และค่าครองชีพก็มีผลต่อความเป็นอยู่ เพราะคงไม่มีใครที่ก่อนไปก็เสียแพง ไปอยู่ค่าใช้จ่ายก็แพงขึ้นไปอีก ทำงานขาดทุนเยอะแยะ แต่ละรัฐมีค่าครองชีพที่ต่างกัน ภาษี ค่าใช้จ่ายก็ต่างกันออกไป

 

    รัฐที่เลือกส่งผลกับค่าตั๋วเครื่องบินที่ต้องจ่าย

ถ้ายิ่งเลือกรัฐติดขอบประเทศ ก็จะทำให้ภาระค่าใช้จ่ายถูกลงนิดนึง เพราะจะไม่เสียตังในการต่อเครื่องภายในประเทศ ค่าโดยสารก็จะถูกลง หรือแม้แต่การเลือกลงสนามบินใหญ่ๆของรัฐใกล้เคียง แล้วต่อรถไฟหรือรถบัส ก็สามารถช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายได้บ้าง

 

    ซิสหลายคนคงเห็นประสบการณ์ด้านบวกของโครงการ WAT เพราะหลายๆ คนก็มีประสบการณ์ที่ดีจริงๆ! อย่างมิสเองก็ไปรัฐที่มิสชอบมว๊ากกก เป็นรัฐที่เล็กที่สุดในอเมริกา อากาศดีงาม เพื่อนร่วมงานก็ดี ขนเงินกลับไทยมาก็เกินทุนอยู่นะ มิสคือหนึ่งในคนโชคดีที่ได้เจอเรื่องราวดีๆ แต่มันจะมีคำกล่าวคลาสสิคคำหนึ่งเกี่ยวกับการไปเวิร์คว่า ‘การไปเวิร์คคือการเสี่ยงโชค’ เพราะเราไม่รู้เลยว่าจะเจออะไรข้างหน้า! 

 

    คุณ โรตีสายไหมอร่อยจัง อธิบายในกระทู้ ประสบการณ์สุดซวยกับWork and Travel นี้ไว้หมดแล้ว! โดยจขกท. ได้ไปทำงานที่สวนสนุก Six flags รัฐ Texas 

 

    กลับมาถึงห้องประมาณสี่ทุ่มของวันพุธที่ 22 กค เหนื่อยมากพร้อมที่จะทิ้งตัวลงนอน เปิดประตูห้องแสนรัก ขยี้ตาสองสามที นี่ฉันฝันไปหรือเปล่าวะ กลับมาดูเลขห้องอีกครั้ง ก็ห้องฉันนี่หว่า เสื้อผ้าของน้องรูมเมทลงมากองที่พื้นหมดเลย ไม่รู้ได้ยินเสียงใครพูดขึ้นมาว่า “ทำไมสภาพห้องเป็นอย่างนี้ล่ะ” อ่อ นี่มันเสียงเราเองนี่หว่า ตอนนั้นช็อกจนพูดจาไม่รู้เรื่อง ลิ้นชักทุกชั้นถูกรื้อ เลยรีบวิ่งไปที่ห้องนอน ของทุกอย่างมันหายไปหมดเลย มูลค่าคือตั้งหลักไม่ทัน หายไปพร้อมกระเป๋าเดินทาง สรุปง่ายๆ คือมันเอาทุกอย่างใส่กระเป๋าเดินทางใบใหญ่สี่ใบ สะดวกอะไรขนาดนี้ เราเจ็บจนจุก กระเป๋าเรานี่พร้อมกว่าใคร เพราะเก็บของทุกอย่างไว้แล้วเตรียมตัวไปเที่ยวในอีกหนึ่งอาทิตย์ น้ำตาร่วงแหมะๆอธิบายไม่ถูกว่ารู้สึกยังไง สภาพตอนนั้นเหมือนคนบ้า ไม่รู้จะทำอะไรก่อน เลยวิ่งลงไปล็อบบี้ของโรงแรมพนักงานก็ไม่ให้ความช่วยเหลืออะไรแถมไม่เชื่อว่าที่เราบอกจะเป็นเรื่องจริง เราเลยโทรหาทั้งเอเจนซี่กับทางซิกแฟลกทุกคนก็รีบมาภายในคืนนั้นและตำรวจก็มา แต่ก็ไม่ได้ทำอะไรแค่ลงบันทึกไว้เฉยๆไม่มีการเก็บหลักฐานอะไรเลยเราเลยขอย้ายห้องเพราะกลัวมาก วันรุ่งขึ้นทางโรงแรมยังให้แม่บ้านเข้าไปทำความสะอาดห้องที่เกิดเหตุ ดีที่เพื่อนเรามาเห็นก่อนเลยบอกว่าไม่ต้องทำเพราะทางตำรวจไม่ได้มาเก็บหลักฐาน เราก็ไม่รู้ว่าคดีแบบนี้ตำรวจจะทำอะไรบ้างแต่นี่คือไม่ทำอะไรเลย ไม่มีการถ่ายรูปห้องไว้ ไม่มีการขอดูกล้องวงจรปิด เราจะขอดูเองก็ไม่ได้เพราะอีคุณผู้จัดการโรงแรมไม่ยอมและไม่มีการแม้แต่จะพูดเสียใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น แต่กับพูดมาว่าพวกคุณไม่ได้ล็อคหน้าต่างเองใครจะเปิดเข้ามาก็ได้สิ แต่เรากับรูมเมทมั่นใจว่าล็อคหน้าต่างแล้ว ก่อนหน้าคืนเกิดเหตุประมาณหนึ่งอาทิตย์ คีย์การ์ดห้องเราเสีย แล้วก็ไม่มีใครมาซ่อมให้ เราเลยขอมาสเตอร์คีย์การ์ดโรงแรมมาซึ่งเค้าก็ให้ด้วยตั้งสามใบ เพราะฉะนั้นใครที่จะเข้าห้องเราได้ต้องมีมาสเตอร์คีย์การ์ดเท่านั้น และโรงแรมนี้ใครจะขอคีย์การ์ดห้องไหนก็ได้เค้าให้หมดไม่ได้สนใจว่าเราอยู่ห้องนั้นรึป่าว

 

    นี่แสดงให้เห็นเลยว่าโปรแกรมนี้มันไม่ได้มีแต่ด้านดีนะ ทุกอย่างมี 2 ด้านเสมอ มิสคิดว่าถ้าเจอเรื่องร้ายๆ ต้องยอมรับ ตั้งสติ และสุดท้ายถ้าทำได้ก็จงมองมันเป็นเรื่องตลกซะ ถือเป็นประสบการณ์ชีวิตเอาไว้เล่ายันลูกบวชเลย 

 

    10 มหาลัยดีๆ ที่เข้าง่ายที่สุดในอเมริกา

    รวม 11 โอกาส สานฝันคนที่อยากไปใช้ชีวิตในต่างประเทศ!

 

 

MUST READ

เคล็ดลับฝึกฟังภาษาอังกฤษยังไงให้เข้าหู

เคล็ดลับฝึกฟังภาษาอังกฤษยังไงให้เข้าหู   ทำไมถึงฟังภาษาอังกฤษไม่เก่ง? เพิ่มคะแนนการฟังภาษาอังกฤษยังไงดี? ฟังฝรั่ง คนต่างชาติไม่เข้าใจ ต้องทำยังไง? ถ้าตอนนี้มีคำถามเหล่านี้อยู่ในใจแล้วก็อย่าเพิ่งท้อใจไปนะ ขอให้รู้ไว้ว่ามันเป็นเรื่องธรรมดาของการเรียนภาษา ไม่ว่าจะภาษาใดๆ บนโลกใบนี้ เพราะเมื่อภาษาแปลงร่างจากการเขียนเป็นการพูด จะมีปัจจัยอื่นๆ เข้ามาเกี่ยวข้องอีกมากมาย ไม่ว่าจะเป็นน้ำเสียงของผู้พูดแต่ละคนที่มีเป็นร้อยเป็นพันแบบ

427.1K

ไขข้อสงสัย IELTS กับ TOELF ต่างกันยังไง

ระบบคะแนน ทำความรู้จักระดับคะแนน IELTS กันก่อนล่ะกัน คือเขาจะแบ่งออกเป็นตั้งแต่ระดับ 1-9 สำหรับแต่ละทักษะ สอบเป็นฟัง พูด อ่าน เขียน พอได้คะแนนในแต่ละพาร์ทมาแล้ว เขาก็จะเอามาหารแล้วได้ออกมาเป็น Overall Score เช่นว่าบางที่อาจจะรับเฉพาะคนที่ได้คะแนนรวม 6 ขึ้นไปเท่านั้น ห้ามมีส่วนไหนได้ต่ำกว่า 5 ไรแบบนี้ (แต่ก็ไม่ต้องกังวลไป เพราะบางมหาวิทยาลัยก็มี Presessional Courses ปรับพื้นฐานภาษาสำหรับคนที่คะแนนไม่ถึง)   แนะนำทางลัด

353.7K

วิธีเตรียมตัวไปเรียนต่อนอกภายใน 1 ปี

วิธีเตรียมตัวไปเรียนต่อนอกภายใน  1 ปี หากมีสักแว๊บที่คิดว่า  “นะ..อยากจะไปเรียนต่อเมืองนอกใช้ชีวิตในต่างประเทศ” ขอแนะนำว่าควรลองหาทางดู ไม่ว่าคุณจะมีพื้นฐานแบบไหนมาก็ตาม ในประเทศไทยเองขณะนี้มีมหาวิทยาลัยเกือบ 140 แห่งให้ แต่มีมหาวิทยาลัยที่เปิดสอนหลักสูตรอินเตอร์อยู่แค่ 10 กว่าแห่งเท่านั้น และแน่นอนว่าในสายตาของบริษัทยักษ์ใหญ่ CV สมัครงานของเราจะดูน่าสนใจขึ้นอีกมากเพราะ การจบมาจากเมืองนอก

88.6K

รวมกลวิธีเตรียมสอบทุกทักษะ IELTS แบบไม่ง้อติวเตอร์

ฝึกทักษะการฟัง - ดูรายการภาษาอังกฤษ ทักษะการฟังเป็นส่วนแรกที่เราจะต้องเจอในการสอบ IELTS ซึ่งโดยมากแล้วจะมาประมาณ 4 สถานการณ์ที่แตกต่างกันออกไป อาจจะเป็นการกรอกแบบสอบถาม การคุยกันกับเพื่อน เติมแผนที่ลงไปในโปรแกรมทัวร์อะไรเทือกๆ นี้     สิ่งหนึ่งที่เราต้องเตรียมตัวคือการฝึกหูของเราให้รับและคุ้นชินกับสำเนียงบริติช หลายครั้งคนไทยเราส่วนมากจะเจอแต่สำเนียงอเมริกัน จนเราชินกับสำเนียงเขาไปแล้ว

60.6K