นโบบายความเป็นส่วนตัว

เราใช้คุกกี้เพื่อทำให้คุณสามารถใช้เว็บไซต์ได้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น คุกกี้ส์จะช่วยจัดให้คุณเห็นโฆษณาที่เหมาะกับคุณจริงๆ พร้อมทั้งช่วยให้คุณใช้ฟีเจอร์ที่หลากหลาย การอนุญาตทั้งหมดถือว่าคุณยอมรับการใช้คุกกี้ตามนโยบายคุกกี้ คุณสามารถจัดการ เปลี่ยนการตั้งค่าของคุณได้ตลอดเวลา
ขั้นตอนเรียนต่อ
เรียนในต่างประเทศ : การเตรียมตัวและการสมัครเรียน

ม้วนเดียวจบ เปรียบเทียบเรียนต่อโทธุรกิจ กับ MBA

share image

ใครที่ทำงานหรือสนใจสายธุรกิจ และอยากเรียนต่อด้านนี้อาจต้องปวดหัวกันบ้างล่ะเมื่อนึกว่าจะเรียนอะไรดีระหว่าง ‘Business’ กับ ‘MBA’ เพราะยังไงมันก็เหมือนกันชัดๆ 

 

    วันนี้ Hotcourses Thailand เลยจะพาไปเจาะลึกเกี่ยวกับสองสาขานี้กัน ไปดูกันว่าแท้จริงแล้วทั้งสองสาขานี้มีความแตกต่างกันอยู่นะ

 

MBA คืออะไร?

 

    MBA หรือ Master of Business Administration เป็นหลักสูตรหลายสาขาวิชาที่ครอบคลุมหัวข้อต่าง ตั้งแต่ การเงิน การตลาด เศรษฐศาสตร์ เทคโนโลยี และความเป็นผู้นำ โดยหลักสูตร MBA จะเน้นไปที่การพัฒนาทักษะทั้งในเรื่องธุรกิจและการจัดการ

 

    คนที่จบสาขา MBA ไม่จำเป็นต้องทำงานในวงการธุรกิจเสมอไป แต่หากทำงานได้ทั้งในภาครัฐ และภาคเอกชนอื่นๆ ได้ด้วย 

 

Business Masters คืออะไร?

 

    หลักสูตรปริญญาโทด้านธุรกิจ (Business Master) เป็นหลักสูตรที่เจาะลึกลงไปในสาขาต่างๆ เช่น การบัญชี (Master of Accounting) การเงิน (Master of finance) การจัดการทรัพยากรมนุษย์ (Master of Human resources management) เทคโนโลยีสารสนเทศ (information technolofy) การตลาด (Maketing)  มากกว่าที่จะเรียนหลายๆ ศาสตร์แบบ MBA

 

ใครควรเรียนสาขาอะไร?

 

    MBA เป็นสาขาที่ออกแบบมาสำหรับผู้สมัครที่มีประสบการณ์อยู่แล้ว เพราะตัวหลักสูตรบังคับให้ผู้สมัครต้องมีประสบการณ์อย่างน้อย 2-3 ปี แต่ไม่ได้จำกัดว่าผู้สมัครต้องเรียนจบปริญญาตรีในสาขาที่เกี่ยวข้องกับธุริจมาก่อนก็ได้ เจ้าของธุรกิจ หรือผู้บริหารระดับสูงๆ คือตัวอย่างของกลุ่มที่เรียน MBA จ้า

 

    ส่วนปริญญาโทสายธุรกิจนั้นเหมาะสำหรับคนที่เรียนจบด้านนั้นๆ มาโดยตรง คนที่ต้องการอัพสกิลด้านั้นๆ แบบเฉพาะเจาะจง เป็นผู้เชี่ยวชาญในด้านนั้นๆ ไปเลย 

 

Business Master และ MBA เรียนอะไร

    

    Business Masters มีหลายสาขา ขอยกตัวอย่างคร่าวๆ ดังนี้ 

    

    ในสาขาการจัดการ (Management) จะเรียนเกี่ยวกับการบริหารจัดการความรู้เพื่อการพัฒนาองค์การ การจัดการเชิงกลยุทธ์ และทักษะสำคัญของผู้ที่ต้องการมีกิจการเป็นของตัวเอง

 

    สาขาการตลาด (Marketing) จะเรียนเกี่ยวกับการวางแผนการตลาด พฤติกรรมของผู้บริโภค การคาดการณ์ยอดขาย การโฆษณา รวมทั้งการตลาดระหว่างประเทศ 

 

    สาขาการบัญชี (Accounting) เรียนเกี่ยวกับการบันทึกบัญชีภาษีอากร บัญชีระหว่างประเทศ การวิเคราะห์งบการเงินและบัญชี รวมทั้งการเงินขั้นสูง 

 

    ส่วนสาขาธุรกิจระหว่างประเทศ (International business) เรียนเกี่ยวกับหลักการและกระบวนการในการนำเข้าและส่งออก การติดต่อทางธุรกิจระหว่างประเทศ การเจรจาต่อรองทางธุรกิจและการจัดการพาณิชย์นาวี 

 

    สาขาการจัดการโลจิสติกส์ (Logistics Management) เรียนเกี่ยวกับระบบการบริหารการสั่งซื้อ การจัดเก็บสินค้า การวางแผน การลำเลียงสินค้า กระบวนการตั้งแต่การจัดหาวัตถุดิบไปจนถึงผู้บริโภค

 

    ส่วนวิชาหลัก ของหลักสูตร MBA ก็จะคล้ายคลึงกับบริหารธุรกิจ ได้แก่ บัญชี เศรษฐศาสตร์ การตลาด การจัดการ การเงิน และวิชาเลือกตามความชอบหรือสายงานที่ทำอยู่ แต่ภาพรวมของวิชาของ MBA จึงเน้นไปที่ภาพรวมของการจัดการธุรกิจ (business management) มากกว่า อีกอย่างที่สำคัญ ที่ทำให้หลักสูตร MBA แตกต่างจากปริญญาโทสาขาธุรกิจอื่นๆ คือ หลักสูตรจะเน้นการพัฒนาทักษะความเป็นผู้นำ (leadership) มากๆ 

 

    ดังนั้นใครที่อยากอยู่ในสายงานการจัดการโดยทั่วไป (General management) หรือ executive leadership และ entrepreneurship ก็เหมาะจะเรียน MBA จ้า

 

    คนจบ MBA จึงนำความรู้และทักษะไปใช้ประกอบอาชีพได้อย่างหลากหลายสาขามากกว่า นอกจากนี้ค่าเล่าเรียนก็ค่อนข้างสูงกว่าเมื่อเทียบกับสายบริหารธุรกิจ 

 

บแล้วทำงานอะไรได้บ้าง

 

    ทั้ง MBA และ Business masters มีสายงานคาบเกี่ยวกันเยอะมากๆ เรียกได้ว่าแทบจะอยู่ในวงการเดียวกัน เพราะสามารถทำงานแบบอิสระหรือทั้งภายในและภายนอกองค์กรก็ได้ 

 

    โดยคนที่จบ Business masters สามารถเป็นได้ทั้งนักธุรกิจ/เจ้าของกิจการ นักการธนาคาร/นักลงทุน นักการตลาด พนักงานฝ่ายบุคคล  ผู้บริหาร/ผู้จัดการในองค์กร ซึ่งทั้งหมดเหล่านี้เปรียบเสมือนพื้นฐานของสายงานบริหารธุรกิจ 

 

    ส่วนผู้ที่จบ MBA ก็สามารถทำงานในสายงานเหล่านี้ได้ หรือจะทำงานในสายงานที่แอดวานซ์ขึ้นได้ เช่น เป็นผู้บริหารในบริษัทต่างๆ อยู่ในระดับ C-level ผู้ให้บริการด้านคำปรึกษา นักวิเคราะห์การเงิน งบประมาณ ปรึกษาด้านการเงิน ผู้จัดการโครงการ หรือ ผู้จัดการด้านเทคโนโลยีสารสนเทศก็ได้ นักวิเคราะห์การตลาด เจ้าหน้าที่ฝ่ายโฆษณา ส่งเสริมการขาย งานประชาสัมพันธ์ 

 

เงินเดือน

 

    รายได้เฉลี่ยของ MBA ในอเมริกาอยู่ที่ $83,186 USD ต่อไป

 

    ส่วนสำหรับสาย Business Masters ที่เจาะลึกลงไปนั้นก็ขึ้นอยู่กับสาขา เช่น ถ้าจบ Master of Accounting (บัญชี) รายได้เฉลี่ยจะอยู่ที่ $72,004 ต่อปี ส่วน Master of Finance (การเงิน) อยู่ที่ $78,000 ต่อปี ส่วน Master of human resource management รายได้เฉลี่ยอยู่ที่ $101,884 - $108,566 ต่อปี

 

มหาวิทยาลัยดังด้านบริหารธุรกิจและ MBA

 

    มหาวิทยาลัยที่ได้รับการจัดอันดับด้านการบริหารธุรกิจที่ดีที่สุดในโลกโดย QS World University Rankings: Business Masters Rankings 2021

    

    ด้าน Business Analytics ได้แก่ MIT (Sloan)

    ด้าน Finance ได้แก่ Oxford (Said)

    ด้าน Management ได้แก่ HEC Paris

    ด้าน Marketing ได้แก่ HEC Paris

    ด้าน Supply Chain Management ได้แก่ Massachusetts Institute of Technology (MIT)

 

    ส่วนมหาวิทยาลัยที่ได้รับการจัดอันดับด้าน MBA ที่ดีที่สุดในโลก 3 อันดับแรก โดย QS World University Rankings: Global MBA Rankings 2021 ได้แก่ 1) Stanford Graduate School of Business 2) Penn (Wharton) และ 3) MIT (Sloan)

 

CEO บริษัทยักษ์ใหญ่

 

    ถ้าคุณอยากเป็นผู้บริหารของบริษัทที่ไหนสักแห่ง แน่นอนว่าทั้งสายการเรียนด้านบริหารธุรกิจและ MBA สามารถตอบโจทย์นี้ได้อย่างตรงจุดมากที่สุด มาดูกันว่า CEO จากบริษัทใดเรียนจบสายการเรียนใดและจากมหาวิทยาลัยบ้าง เริ่มต้นที่ Randall Stephenson (บริษัท AT&T) จบจากสาขาบัญชี มหาวิทยาลัย Oklahoma ต่อมาได้แก่ Doug McMillon (บริษัท Walmart) จบปริญญาโทด้านการเงิน มหาวิทยาลัย Tulsa

    

    มาทางฝั่ง MBA กันบ้างเริ่มที่หญิงเก่งอย่าง Mary Barra (บริษัท General Motors) จบ MBA จากมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด Darren Woods (บริษัท ExxonMobil) จบ MBA จาก Northwestern University ผู้นำคนต่อมาที่เรียกได้ว่ามีชื่อเสียงที่สุดคนหนึ่งคือ Tim Cook (บริษัท Apple) จบ MBA จากมหาวิทยาลัย Dukeu

Top 10 คอร์ส MBA จากมหาลัยระดับเทพใน Asia

ทำความรู้จักกับการเรียนบริหารธุรกิจ สาขาการตลาด

 

 

 

MUST READ

article Img

ไขข้อสงสัย IELTS กับ TOEFL ต่างกันยังไง

ระบบคะแนน ทำความรู้จักระดับคะแนน IELTS กันก่อนล่ะกัน คือเขาจะแบ่งออกเป็นตั้งแต่ระดับ 1-9 สำหรับแต่ละทักษะ สอบเป็นฟัง พูด อ่าน เขียน พอได้คะแนนในแต่ละพาร์ทมาแล้ว เขาก็จะเอามาหารแล้วได้ออกมาเป็น Overall Score เช่นว่าบางที่อาจจะรับเฉพาะคนที่ได้คะแนนรวม 6 ขึ้นไปเท่านั้น ห้ามมีส่วนไหนได้ต่ำกว่า 5 ไรแบบนี้ (แต่ก็ไม่ต้องกังวลไป เพราะบางมหาวิทยาลัยก็มี Presessional Courses ปรับพื้นฐานภาษาสำหรับคนที่คะแนนไม่ถึง)   แนะนำทางลัด

431.3K
article Img

วิธีเตรียมตัวไปเรียนต่อนอกภายใน 1 ปี

วิธีเตรียมตัวไปเรียนต่อนอกภายใน  1 ปี หากมีสักแว๊บที่คิดว่า  “นะ..อยากจะไปเรียนต่อเมืองนอกใช้ชีวิตในต่างประเทศ” ขอแนะนำว่าควรลองหาทางดู ไม่ว่าคุณจะมีพื้นฐานแบบไหนมาก็ตาม ในประเทศไทยเองขณะนี้มีมหาวิทยาลัยเกือบ 140 แห่งให้ แต่มีมหาวิทยาลัยที่เปิดสอนหลักสูตรอินเตอร์อยู่แค่ 10 กว่าแห่งเท่านั้น และแน่นอนว่าในสายตาของบริษัทยักษ์ใหญ่ CV สมัครงานของเราจะดูน่าสนใจขึ้นอีกมากเพราะ การจบมาจากเมืองนอก

95K
article Img

รวมกลวิธีเตรียมสอบทุกทักษะ IELTS แบบไม่ง้อติวเตอร์

ฝึกทักษะการฟัง - ดูรายการภาษาอังกฤษ ทักษะการฟังเป็นส่วนแรกที่เราจะต้องเจอในการสอบ IELTS ซึ่งโดยมากแล้วจะมาประมาณ 4 สถานการณ์ที่แตกต่างกันออกไป อาจจะเป็นการกรอกแบบสอบถาม การคุยกันกับเพื่อน เติมแผนที่ลงไปในโปรแกรมทัวร์อะไรเทือกๆ นี้     สิ่งหนึ่งที่เราต้องเตรียมตัวคือการฝึกหูของเราให้รับและคุ้นชินกับสำเนียงบริติช หลายครั้งคนไทยเราส่วนมากจะเจอแต่สำเนียงอเมริกัน จนเราชินกับสำเนียงเขาไปแล้ว

74.5K
article Img

IELTS Writing task 2 มีคำถามแนวไหน และต้องตอบอย่างไร

IELTS Writing task 2 มีคำถามแนวไหน และต้องตอบอย่างไร >>เตรียมตัวสอบ IELTS Speaking หัวข้อคำถาม >>หลักสูตรด้านภาษาอังกฤษ >>หลักสูตรภาษาอังกฤษแบบ EFL   (เรียนเป็นภาษาต่างประเทศ)   หลายๆ คนคงทราบว่าการสอบ IELTS นั้นแบ่งเป็น 4 ส่วน ได้แก่การฟัง อ่าน เขียน และพูด ตามลำดับ โดยมีคะแนนเต็ม 9.0 ซึ่งจะนำคะแนนที่เราได้ในแต่ละ part มาเฉลี่ยกัน บทความนี้จะเจาะลึกที่การเขียน task 2

65.2K