ขั้นตอนเรียนต่อ
เรียนในต่างประเทศ : การเตรียมตัวและการสมัครเรียน

สืบความยาก-ง่ายของการสอบ IELTS TOEFL GRE และ GMAT!

share image

     Hello Friday! หวังว่าทุกคนจะสบายดีนะคะ สัปดาห์ที่ผ่านมามิสก็ทำงานหนักมว๊าก สืบสาวราวเรื่องเกี่ยวกับสิ่งที่จะนำมารายงานในสัปดาห์นี้! สัปดาห์นี้ว่าด้วยการสอบวัดทักษะที่จำเป็นมากๆ ในการไปเรียนต่อนอก ไม่ว่าจะเป็นทั้ง IELTS TOEFL GRE และ GMAT!

 

    ไปดูกันว่าในความรู้สึกชาวเน็ตข้อสอบตัวไหนจะยากกว่ากัน ขอยกผลเซอร์เวย์มาแจงก่อนแล้วกันนะ 

 

     ในเฟซบุ๊ก ซึ่งมีเพียง 2 ตัวเลือก ชาวเน็ตบอกว่า

IELTS ง่ายกว่า 66% 

TOEFL ง่ายกว่า 34%

 

       ส่วนในทวิตเตอร์ ซึ่งมี 4 ตัวเลือก

GRE ง่ายที่สุด 11.1%

GMAT ง่ายที่สุด 11.1%

TOEFL ง่ายที่สุด 11.1%

IELTS ง่ายที่สุด 66.7%

 

      คือจะเห็นว่า IELTS นำโด่งไปเลยค่า ตามมาด้วย TOEFL ส่วน GRE กับ GMAT นั้นค่อนข้างเฉพาะกลุ่มพอสมควรเลยได้คะแนนโหวตไปน้อยหน่อย เอาล่ะ มิสจะพาไปหาสาเหตุกันค่ะ

 

    เริ่มจากกระทู้นี้เลย [CR] ความแตกต่าง TOEFL and IELTS examination ที่จขกท. บอกว่า 

 

 

หลายคนคงโดนขู่มาว่า toefl ยากกว่า ielts มาก จึงควรสอบ ielts ส่วนตัว สำหรับความเห็นผมนั้นต่างไปนะครับ เพราะ toefl ในส่วนreading และ listening ง่ายกว่า ielts นะครับ ในขณะที่ ielts speaking and writing ง่ายกว่า โทเฟลครับ

 

Reading เนื้อหา โทเฟล บางคนบอกว่า เนื้อหาวิชาการกว่า ไอเอล และยากกว่า ผมว่าไม่จริงนะครับ ผมว่า โทเฟล practical มากกว่า คือ เขาเอาบทความใน textbooks หรือ เนื้อหาวิชาการมา (ซึ่งในความเป็นจริง เราไปเรียนต่อก็ต้องอ่านความรู้จาก textbooks พวกนี้อยู่แล้ว) มากกว่าที่จะอ่านบทความจากแหล่งความรู้อื่น เช่น วารสาร วิจัย บลา บลา.....เหมือนไอเอล การวัดความรู้ของโทเฟล ผมเลยคิดว่า ตรงประเด็นและเป็นทักษะที่นำไปใช้ในชีวิตจริงในการเรียน มากกว่า ไอเอล

 

ในขณะที่ reading ielts จะยากกว่า มากๆๆๆๆ ......(ถ้าคนเคยสอบ) จะรู้ว่า ielts ถ้าคุณหา key words เจอ คุณก็จะตอบคำถามนั้นได้ ซึ่งในแต่ละข้อคุณก็ต้องวนหาทั้ง paragraph ซ้ำไปซ้ำมา เพื่อหาประโยค parallel กับโจทย์ ฉะนั้นในเวลาที่จำกัด การที่หาประโยคเจอนั้นทำได้ยากมาก รวมถึง การอ่านทั้ง paragraph ทำได้และเจอคำตอบแน่นอน แต่ถามว่าในเวลาที่จำกัดขนาดนี้ ใครจะทำได้

 

Listening 

 

     1.ข้อสอบ มีหลายคนบอกว่าโทเฟล ยากกว่า ไอเอล เพราะไม่เห็นข้อสอบก่อน และ โจทย์ยาว ซึ่งผมไม่เห็นด้วยครับ  การสอบโทเฟล คือการฟัง lecture จากอาจารย์ และ มีบทสนทนาเรื่องชีวิตประจำวันบ้าง จากนั้น ก็มาทำโจทย์ ซึ่ง เป็นการสรุปเนื้อหา จากที่เราฟัง ซึ่ง ผมคิดว่ามันเป็นทักษะการฟัง ที่คนสอบจะต้องใช้จริง เวลาไปเรียนที่โน่น คือ ต้องฟัง lecture อาจารย์ ยาวๆๆเป็นชั่วโมง ดังนั้น การสรุปความ ที่ได้ฟังจึงเป็นทักษะที่สำคัญกว่า

 

     ในขณะที่ ไอเอล เน้นให้ฟัง  ถ้าสามารถฟังคำนั้นได้ ก็ทำข้อสอบได้ มีการตีความบ้าง แต่ส่วนใหญ่เน้นฟัง key word ให้ออก ที่สำคัญ การเห็นโจทย์ก่อน ไม่ได้ช่วยให้ทำข้อสอบได้มากขึ้นเลยครับ ขอย้ำ ในทางตรงกันข้าม โจทย์ที่ให้จะทำให้เรา เขว กับบทสนทนาที่ฟัง มากๆๆๆ เพราะเราจะพยายามจดจ่อกับ คำตอบที่มีในโจทย์ จนทำให้เสียสมาธิในการฟังไป สุดท้าย ทำไม่ได้ เพราะโจทย์หลอก  เศร้า

 

Speaking 

 

อันนี้ จะตรงข้ามกันนะครับ คือ speaking กับ writing ไอเอล จะง่ายกว่า โทเฟล ราวฟ้ากับเหว

 

1. ตัวข้อสอบ speaking โทเฟล จะแบ่งเป็น 6 ข้อ สองข้อแรกเป็นเรื่องส่วนตัว สองข้อ จะเป็นบทสนทนา ให้จับใจความและแสดงความเห็น และ สองข้อ เป็นการฟังเลคเชอร์ ให้ฟังและจับประเด็น

 

2. เวลา ความยากของโทเฟล มันอยู่ตรงนี้แหละ คือ เวลาที่จำกัดมาก กล่าวคือ เขาให้ฟังบรรยาย หรือ บทสนทนา จากนั้นให้เวลาคิดแปบนึง และมีเวลา 1-1.30 นาทีในการบันทึกเสียง  นั่นหมายความว่า นอกจากจะฟังให้รู้เรื่องแล้ว จะต้อง คิดคำพูดที่กระชับ ได้ใจความ และถูกหลักแกรมม่า เพื่อที่จะอัดให้ได้ในเวลา 1 นาที

 

การคุยกับคนจริงๆ น่าจะเป็นข้อดีของการสอบไอเอล และ ให้เวลาในการคุย 12-15 นาที ซึ่งกำลังดี ไม่มากหรือ น้อยเกินไป

 

3.เนื้อหา การสอบโทเฟล ถือว่าเป็นการรวมเอา ทักษะการฟัง การพูด และ การอ่านรวมกัน

 

     นั่นหมายความว่า ถ้าเราฟังโจทย์ไม่รู้เรื่อง เราก็จะไม่สามารถตอบคำถามได้ตรงประเด็น และ แน่นอน ไม่ว่าเราจะพูดดีแค่ไหน หากพูดไม่ตรงประเด็น ก็จบส์ ได้คะแนนน้อย ตามระเบียบ  การสอบโทเฟล จึงต้องมีทักษะการฟังที่ดีมากๆด้วย โดยที่คำตอบ ต้องกระชับ ได้ใจความ และตรงประเด็น ในเวลา 1 นาที ซึ่งยากอ่ะ

 

     ในขณะที่ ไอเอล คำตอบจะเน้น เป็นการบรรยาย ซะมากกว่า เช่น ชอบสิ่งนี้ เพราะอะไร เราก็บรรยายไป , ชอบทำอะไร เพราะอะไร .... คุณเห็นด้วย หรือ ไม่ กับ...... มันดูเป็นอะไรที่พอฝึกได้นะ เราว่า

 

 

Writing

 

ไอเอล พาร์ทแรก บรรยายกราฟ รูป (ซึ่งถ้าฝึกบ่อยๆ ก็มี patternของมัน) ต้องได้ 150 คำ ในเวลา 20 นาที ส่วนโทเฟล พาร์ทแรก ต้องอ่าน และ ฟังเลคเชอร์ (อีกแล้ว ถ้าฟัง ไม่เก่ง ก็เงิบ เพราะไม่มีอะไรเขียน) ต้องได้ อย่างน้อย 150-220 คำ ในเวลา 20 นาที โดยจำนวนคำมีผลต่อคะแนนด้วย

 

4. คำศัพท์ และ แกรมม่า นับว่าเป็นข้อดีของโทเฟล ที่เขียนไว้ใน ETS BOOK ชัดเจน คือ ไม่จำเป็นต้องใช้คำศัพท์หรูหราในการเขียน essay  ถ้าหากใจความของเนื้อหา อธิบายอย่างเป็นเหตุเป็นผล และน่าเชื่อถือ โดยที่จะไม่หักคะแนนเรื่อง แกรมม่า และ ตัวสะกด (ถ้าผิดเล็กน้อย และ ตราบเท่าที่ใจความของประโยคไม่เปลี่ยนแปลง) แต่แน่นอน ล่ะ ถ้ามีศัพท์หรูหรา ก็ต้องได้คะแนนดีกว่าไม่มี แต่ไม่ใช่ประเด็นแรกๆๆ ของการให้คะแนน

 

In conclusion สิ่งที่อยากจะเน้นอย่างแรกคือ ถ้าจะสอบ โทเฟล เราจะต้องมีทักษะการฟังที่ดีมากๆๆๆ เพราะ ทักษะการฟัง จะแฝงอยู่ใน ข้อสอบการฟัง การพูด และ การเขียน ซึ่งก็คือ3/4 ของข้อสอบ กล่าวคือ ถ้าเราฟัง ไม่รู้เรื่อง เราก็ไม่สามารถตอบโจทย์ได้ ไม่สามารถพูดได้ ไม่สามารถเขียนได้

 

คุณ จิน ณ จันทร์ มาแสดงความเห็นว่า 

 

TOEFL เหมาะสำหรับคนที่ใช้ภาษาอังกฤษในชีวิตประจำวัน เคยเรียนอินเตอร์ หรือไปทุนแลกเปลี่ยนมาแล้ว ตัวเองไม่ใช่ทั้งสามแบบที่ว่า สอบสามครั้ง ยังอัพคะแนนไม่ขึ้นเลย คนที่เรียนสายศิลป์ จะอ่าน Reading passage ของ TOEFL ไม่เข้าใจ เพราะเนื้อหาลึกเกินไป (เคยเจอเรื่อง aerodynamics ที่แม้แต่เนื้อหาภาษาไทย ยังอ่านไม่ค่อยเข้าใจเลย) แล้วถ้าเจอ research passage ก็คงเสียเปรียบในแง่ของความเหนื่อยในการอ่านอีก ในส่วน Writing ถ้าพิมพ์สัมผัสไม่เก่ง ก็จะเสียเปรียบด้านจำนวนคำที่ยาวไม่พอ ทำให้ได้คะแนนน้อย

 

IELTS จะเหมาะกับคนที่ไม่ได้ใช้ภาษาอังกฤษในชีวิตประจำวัน ไม่เคยเรียนอินเตอร์ และไม่เคยไปทุนแลกเปลี่ยน เชื่อว่า หลายๆคนที่ไม่มีโอกาสทั้งสามแบบนี้ จะเหมาะกับ IELTS มากกว่า ข้อสอบ Speaking กับ Writing สามารถติว+เตรียมล่วงหน้าได้ (ควรมีพื้นฐาน grammar+vocabulary...ตามแนวไทยๆก็ได้) สามารถเพิ่มคะแนนจากการติว+เตรียมตัว ได้ง่ายกว่าTOEFL

 

ส่วน GRE และ GMAT นั้นค่อนข้างจำกัดอยู่ในสาขาวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์และ MBA เท่านั้น แต่ความดหดที่มิสได้ยินมาก็หนาหูอยู่ค่ะ เล่นเอานักเรียนนอกตาดำๆ กระอักเลือดมาแล้ว โดยโรงเรียน MBA จะนิยมใช้ GMAT มากกว่า

 

คุณ ~\MINKU/~  บอกว่า ได้ยินว่า GMAT เลขยากกว่า ส่วน GRE อังกฤษยากกว่า ส่วนตัวเคยสอบแต่ GRE ค่ะ ส่วน verbal ยากมากกกกกก เกินจะบรรยาย แต่เลขนี่ง่ายเลย เราจบสายศิลป์ยังทำเลขได้ percentile 80 กว่าๆเลยค่ะ

 

คุณ สมาชิกหมายเลข 4117109 บอกว่า GRE part Quantitative ง่ายกว่า Verbal มากนะครับ ระดับความยากประมาณ High School Math ถ้าตั้งใจจริงรับรอง 160+ นี่ไม่ยากเลย เห็นคนไทยบางคนที่ไม่ได้จบสาย Engineering หรือ Math มีได้กัน 165-170

 

สามารถอ่านการเตรียมตัวสอบ GRE ได้ที่นี่ 

ดูการเตรียมตัวสอบ GMAT ได้ที่นี่

 

ไขข้อสงสัย IELTS กับ TOELF ต่างกันยังไง

เปรียบเทียบ GRE กับ GMAT เลือกสอบอันไหนดี?

รวมคำถาม & คำตอบ ที่ต้องรู้ก่อนสอบ TOEFL / IELTS + Duolingo

สุดยอดลายแทงรวมบทความ IELTS ที่คนเตรียมสอบห้ามพลาด

 

 

MUST READ

เคล็ดลับฝึกฟังภาษาอังกฤษยังไงให้เข้าหู

เคล็ดลับฝึกฟังภาษาอังกฤษยังไงให้เข้าหู   ทำไมถึงฟังภาษาอังกฤษไม่เก่ง? เพิ่มคะแนนการฟังภาษาอังกฤษยังไงดี? ฟังฝรั่ง คนต่างชาติไม่เข้าใจ ต้องทำยังไง? ถ้าตอนนี้มีคำถามเหล่านี้อยู่ในใจแล้วก็อย่าเพิ่งท้อใจไปนะ ขอให้รู้ไว้ว่ามันเป็นเรื่องธรรมดาของการเรียนภาษา ไม่ว่าจะภาษาใดๆ บนโลกใบนี้ เพราะเมื่อภาษาแปลงร่างจากการเขียนเป็นการพูด จะมีปัจจัยอื่นๆ เข้ามาเกี่ยวข้องอีกมากมาย ไม่ว่าจะเป็นน้ำเสียงของผู้พูดแต่ละคนที่มีเป็นร้อยเป็นพันแบบ

427.7K

ไขข้อสงสัย IELTS กับ TOELF ต่างกันยังไง

ระบบคะแนน ทำความรู้จักระดับคะแนน IELTS กันก่อนล่ะกัน คือเขาจะแบ่งออกเป็นตั้งแต่ระดับ 1-9 สำหรับแต่ละทักษะ สอบเป็นฟัง พูด อ่าน เขียน พอได้คะแนนในแต่ละพาร์ทมาแล้ว เขาก็จะเอามาหารแล้วได้ออกมาเป็น Overall Score เช่นว่าบางที่อาจจะรับเฉพาะคนที่ได้คะแนนรวม 6 ขึ้นไปเท่านั้น ห้ามมีส่วนไหนได้ต่ำกว่า 5 ไรแบบนี้ (แต่ก็ไม่ต้องกังวลไป เพราะบางมหาวิทยาลัยก็มี Presessional Courses ปรับพื้นฐานภาษาสำหรับคนที่คะแนนไม่ถึง)   แนะนำทางลัด

354.7K

วิธีเตรียมตัวไปเรียนต่อนอกภายใน 1 ปี

วิธีเตรียมตัวไปเรียนต่อนอกภายใน  1 ปี หากมีสักแว๊บที่คิดว่า  “นะ..อยากจะไปเรียนต่อเมืองนอกใช้ชีวิตในต่างประเทศ” ขอแนะนำว่าควรลองหาทางดู ไม่ว่าคุณจะมีพื้นฐานแบบไหนมาก็ตาม ในประเทศไทยเองขณะนี้มีมหาวิทยาลัยเกือบ 140 แห่งให้ แต่มีมหาวิทยาลัยที่เปิดสอนหลักสูตรอินเตอร์อยู่แค่ 10 กว่าแห่งเท่านั้น และแน่นอนว่าในสายตาของบริษัทยักษ์ใหญ่ CV สมัครงานของเราจะดูน่าสนใจขึ้นอีกมากเพราะ การจบมาจากเมืองนอก

88.6K

รวมกลวิธีเตรียมสอบทุกทักษะ IELTS แบบไม่ง้อติวเตอร์

ฝึกทักษะการฟัง - ดูรายการภาษาอังกฤษ ทักษะการฟังเป็นส่วนแรกที่เราจะต้องเจอในการสอบ IELTS ซึ่งโดยมากแล้วจะมาประมาณ 4 สถานการณ์ที่แตกต่างกันออกไป อาจจะเป็นการกรอกแบบสอบถาม การคุยกันกับเพื่อน เติมแผนที่ลงไปในโปรแกรมทัวร์อะไรเทือกๆ นี้     สิ่งหนึ่งที่เราต้องเตรียมตัวคือการฝึกหูของเราให้รับและคุ้นชินกับสำเนียงบริติช หลายครั้งคนไทยเราส่วนมากจะเจอแต่สำเนียงอเมริกัน จนเราชินกับสำเนียงเขาไปแล้ว

60.7K