รวมหลากหลายวิธีเขียน Personal Statement พิชิตใจคนอ่านได้ตั้งแต่พารากราฟแรก

เรียนต่อไม่ยากเลย เช็คโฮมเพจที่เราพัฒนาขึ้นใหม่ เพิ่มประสิทธิภาพการค้นหา พร้อมระบบจัดเก็บข้อมูลสุดปัง

เข้าดู
ขั้นตอนเรียนต่อ

Product of

สนใจข้อมูลเรียนต่อสุดอินไซด์?

ฟังรีวิวคอร์สคณะมหาลัย ทิปส์เรียนต่อ จากนักเรียนตัวจริงเสียงจริง

เข้าดู
cta banner image
เรียนในต่างประเทศ : การเตรียมตัวและการสมัครเรียน

รวมหลากหลายวิธีเขียน Personal Statement พิชิตใจคนอ่านได้ตั้งแต่พารากราฟแรก

share image

สำหรับใครที่กำลังวางแพลนเตรียมตัวเรียนต่อต่างประเทศ เราเชื่อมากๆ เลยว่าหนึ่งในปัญหาที่กวนใจใครหลายๆ คนคงหนีไม่พ้นการเขียน Personal Statement (จดหมายแนะนำตัวเอง) หรือบางคนอาจต้องใช้ Motivational Letter แน่ๆ

 

สำหรับใครที่ยังไม่รู้ ในส่วนของจดหมายแนะนำตัวสำหรับบางมหาวิทยาลัย ที่มีการแข่งขันสูงมากๆ จดหมายความยาวไม่เกินสองหน้ากระดาษเอสี่ชิ้นนี้ เปรียบเสมือนตัวชี้เป็น-ชี้ตายเลยว่าผู้สมัครรายนั้นจะได้ไปเรียนต่อหรือเปล่าเชียวล่ะ  

 

นี่ก็เลยเป็นเหตุผลที่ผู้สมัครแต่ละคนต้องงัดทุกสิ่งอย่างออกมาเพื่อทำให้ตัวเองดู "ฉีก" ออกมาจากผู้สมัครรายอื่นให้ได้ แต่เอ๊ะ แล้วจะทำยังไงให้แน่ใจได้ว่างานเขียนของเราจะไม่ซ้ำกับชาวบ้านเขา? วันนี้ Hotcourse Thailand เลยรวบรวมวิธีการเขียน Personal Statement ที่จะทำให้งานเขียนของคุณชนะใจกรรมการได้ง่ายขึ้นนั่นเอง

 

เพราะ Personal ก็คือ Personal

      อย่างที่เกริ่นเอาไว้ตอนต้นว่า Personal Statement และ Motivational Letter จุดประสงค์ของมันก็มีไว้เพื่อการเขียนแนะนำตัวเอง

 

      หลายคนมักจะไปตกม้าตายตรงที่ไปลอกงานเขียนตามเว็บไซต์ห้าบาทสิบบาทมามากเกินไป จนสิ่งที่เขียนอยู่ออกมาดูทื่อไม่มีเสน่ห์เอาซะเลย จริงอยู่ที่ว่าเราสามารถดูวิธีการเขียน หรือสไตล์การเล่าเรื่องของผู้สมัครรายอื่นๆ ได้

       

      แต่ท้ายที่สุดแล้ว เรื่องเล่าที่จะต้องนำมาเขียนก็ต้องเป็นประสบการณ์ “ส่วนตัว” ของเราเองอยู่ดี คุณอาจจะเริ่มต้นด้วยการมองหากิจกรรมหรือความชอบที่สอดคล้องกับสาขาวิชาและมหาวิทยาลัยที่เล็งเอาไว้ พยายามนั่งลิสต์เหตุผลว่าทำไมคุณถึงเลือกสาขาและมหาวิทยาลัยแห่งนี้ แล้วทำไมถึงไม่เลือกที่อื่น (แนะนำว่าสำหรับคนที่เล็งหลักสูตรแบบการเรียน (Taught Course) ควรแวะเข้าไปดูแคตาล็อครายวิชาคร่าวๆ เพื่อนำมาเขียนเสริมว่าเราต้องการจะเข้าที่นี่จริงๆ นะ)

 

แล้วต้องเริ่มยังไงล่ะ

ว่ากันว่างานหินที่สุดสำหรับการเขียน คือประโยคแรกของพารากราฟ บางคนอาจจะติดตรงนี้เป็นชั่วโมงๆ หรือหลายวันเลยก็ได้ หากเราเข้าไปดูในเว็บไซต์หลายๆ แห่ง เราจะเจอเทมเพลทสำหรับการเขียนจดหมายแนะนำตัวเยอะแยะไปหมด ซึ่งส่วนมากจะเริ่มต้นด้วยอะไรง่ายๆ อย่าง

 

This [subject] has always been a large part of my life. From my early youth to the current me, I have always enjoyed blah blah blah

 

ฟังดูก็ไม่ได้เสียหายอะไรที่จะขึ้นต้นงานเขียนแบบนี้ เพราะอ่านๆ ดูแล้วก็ตรงไปตรงมาดี แต่หากลองนึกว่าเราเป็นคณะกรรมการคัดเลือกผู้สมัคร เจองานเขียนแบบนี้สักประมาณ...100 คน น่าเชื่อว่างานของเรา รวมถึงอีก 99 คนที่เหลือน่าจะมีจุดจบคล้ายๆ กันคือถังขยะเป็นแน่

 

It’s all about who you are

อันที่จริง หลายมหาวิทยาลัยไม่ได้อยากรู้ว่ามหาวิทยาลัยเขาดียังไง เขาอยากรู้ว่า “ทำไม” เราถึงอยากเข้ามหาวิทยาลัยเขา แล้วอะไรคือจุดเด่นที่ฉีกตัวเราออกจากผู้สมัครคนอื่น ดังนั้น Personal Statement และ Motivational Letter เลยไม่ใช่การเขียนเชิงวิชาการ (Academic Writing) อย่างที่หลายคนเข้าใจผิด แต่เป็นการเล่าเรื่องผ่านมุมมองส่วนบุคคล (Personal Narrative) ที่เราจำเป็นต้องนึกถึงประสบการณ์ที่เป็น “จุดเปลี่ยน” ให้เราเข้ามาสนใจในสายงานแบบนี้ แล้วทำไมที่นี่ถึงจะตอบโจทย์เราได้

 

เช่นว่าสมมติอยากไปเรียนต่อสายการตลาด Digital Marketing แต่ก่อนเคยคิดว่าการตลาดคือการไปนั่งค้าขายเพราะที่บ้านเป็นร้านขายของ/ธุรกิจส่วนตัวมากก่อน พอมาเรียนในสายป.ตรีจริงๆ แล้วรู้สึกว้าวกับการศึกษาตลาดด้านนี้มากๆ เราอาจจะใส่เข้าไปเป็นบทเปิดของเราก็ได้:

 

It took me years to realize you don’t have to own a shop to understand marketing.

 

สั้นๆ แล้วก็ทำให้เรารู้สึกอยากรู้ต่อแล้วว่าเอ้า! ทำไมถึงใช้เวลานานจังกว่าจะรู้ในเรื่องนี้ แล้วระหว่างทางเราเติบโตไปยังไงบ้างล่ะ? เพราะพอทุกอย่างมันกลายเป็นเรื่องส่วนตัวที่เราเปลี่ยนมาเล่าให้คนอื่นฟัง แค่นี้ก็จะทำให้งานเขียนของเราไม่เหมือนใคร (unique) ได้แล้วค่ะ

 

ใช้คำเชื่อม Delay ประโยคหลัก

แฟนๆ หนังสืบสวนคงเคยรู้สึกใช่ไหมคะว่า หนังแต่ละเรื่องมักจะค่อยๆ เผยข้อมูลเล็กๆ พอเป็นพิธีให้คนดูอย่างเรารู้สึกอยากอ่านตามต่อ หรือถ้าใกล้ตัวกว่านั้นก็คือการเล่าเรื่องแบบกระทู้ Pantip.com ที่บางท่านอาจจะเลือกเล่าให้เกือบถึงจุดพีค (Climax) ของเรื่องแล้วจบกระทู้ไว้ด้วยคำว่า “เดี๋ยวมาต่อนะ”

 

ถ้าเราลองยึดไอเดียการเขียนแบบนี้เป็นหลักล่ะก็ มีเหรอที่คณะกรรมการตรวจใบสมัครจะไม่อยากรู้เรื่องของเราต่อยกตัวอย่างเช่น

 

Before she entered publishing industry, before she owned her online blog, before she could gain confidence in her crafts, Sarah was a girl who had a deep hatred for writing and its rules of grammar.

  

อย่าลืมเช็คแกรมม่าร์

 

        ขึ้นชื่อว่าเป็นเรื่องเล่า การเขียนจดหมายแนะนำตัวที่เซฟตัวเองที่สุดคือการเขียนโดยใช้รูปอดีตกาล (Past Tense) แต่เรื่องเล่าก็ไม่จำเป็นต้องใช้เป็นการเล่าแบบอดีตกาลเสมอไปนะ คือข้อดีของการใช้ Past Tense ในการเขียนคือ เราไม่ต้องไปกังวลมากว่าเราจะเขียนผิดแกรมม่าร์ในเรื่องของเวลาหรือเปล่า (เพราะทุกประโยคเป็นรูปอดีตกาล) แต่การเล่าเรื่องแบบนี้ ในมุมมองของคนอ่าน โดยเฉพาะสำหรับใครที่เรียนวรรณกรรมมานั้น จะรู้สึกเหมือนไม่ได้เข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของเรื่องเล่าของผู้เขียนซะเท่าไหร่

 

วิธีแก้ในส่วนนี้ให้ลอง “อ่าน” (อ่านจริงๆ นะ) แล้วรู้สึกว่าพอเราอ่านแล้วเราเริ่มต้องสูดลมหายใจเข้าไปอีกรอบเนี่ย ให้แตกประโยคยาวๆ นั่นเป็นสองประโยคแทน เพื่อที่ว่าคนอ่านจะได้รู้สึกว่ามันไม่ยืดเยื้อเกินไปด้วย

 

5 ขั้นตอนง่ายๆ เขียน Statement of Purpose (SOP) เพื่อเรียนต่อ

เคล็ดลับการเขียน Personal statement สำหรับสมัครเข้ามหาวิทยาลัย

 

 

ค้นหาคอร์ส

เลือกประเทศ
ปริญญาตรี

MUST READ

article Img

ไขข้อสงสัย IELTS กับ TOEFL ต่างกันยังไง ควรสอบอะไรดี อัพเดตการสอบปี 2026

IELTS vs TOEFL ต่างกันยังไง? เลือกสอบอะไรดีสำหรับเรียนต่อต่างประเทศ   ใครที่กำลังวางแผนเรียนต่อต่างประเทศ หนึ่งในคำถามที่พบบ่อยก็คือระหว่าง IELTS และ TOEFL ควรสอบอะไรดี เพราะทั้งสองแบบสามารถใช้ยื่นมหาวิทยาลัยได้ แต่มีความแตกต่างทั้งรูปแบบสอบ ระบบคะแนน และประเทศที่นิยมใช้   บทความนี้จะเปรียบเทียบการสอบทั้ง 2 รูปแบบ พร้อมตัดสินใจว่าการสอบแบบไหนเหมาะกับใครบ้าง   IELTS vs TOEFL ต่างกันยังไง? IELTS และ TOEFL

462.6K
article Img

วิธีเตรียมตัวไปเรียนต่อนอกภายใน 1 ปี! แจกแพลนครบ 12 เดือน อยากเรียนต่อต่างประเทศปีหน้า เริ่มได้เลย

วิธีเตรียมตัวไปเรียนต่อนอกภายใน 1 ปี เอ๊…ถ้าอยากไปเรียนต่อต่างประเทศปีหน้า เราควรต้องเตรียมตัวช่วงไหนนะ? ตอนนี้มันจะสายไปมั้ยหรือยังไง? แล้วเดือนไหนควรต้องเตรียมอะไรบ้าง? หลาย ๆ คำถามเหล่านี้อาจเป็นคำถามในใจของใครหลาย ๆ คน ซึ่งถ้าเป็นสมัยก่อนเราก็อาจจะหาคำตอบได้ยากหน่อย เพราะข้อมูลมันเยอะมากกกก จนต้องเอามาสรุปกันเองแบบงง ๆ (แอดมินเป็นมาก่อนค่า) แต่ไม่ต้องเครียดค่ะ วันนี้ Hotcourses Thailand ขอเสนอตัว

106.7K
article Img

รวมกลวิธีเตรียมสอบทุกทักษะ IELTS แบบไม่ง้อติวเตอร์

ฝึกทักษะการฟัง - ดูรายการภาษาอังกฤษ ทักษะการฟังเป็นส่วนแรกที่เราจะต้องเจอในการสอบ IELTS ซึ่งโดยมากแล้วจะมาประมาณ 4 สถานการณ์ที่แตกต่างกันออกไป อาจจะเป็นการกรอกแบบสอบถาม การคุยกันกับเพื่อน เติมแผนที่ลงไปในโปรแกรมทัวร์อะไรเทือกๆ นี้     สิ่งหนึ่งที่เราต้องเตรียมตัวคือการฝึกหูของเราให้รับและคุ้นชินกับสำเนียงบริติช หลายครั้งคนไทยเราส่วนมากจะเจอแต่สำเนียงอเมริกัน จนเราชินกับสำเนียงเขาไปแล้ว

79.7K
article Img

IELTS Writing Task 2 คืออะไร? โครงสร้าง วิธีเขียน และเทคนิคทำคะแนนสูง

IELTS Writing Task 2: เทคนิคเขียน essay ให้ได้คะแนนดี  สำหรับนักศึกษาที่เลือกสอบ IELTS เพื่อยื่นผลคะแนนภาษาอังกฤษ สิ่งที่ต้องเจอก็คือข้อสอบพาร์ทการเขียนที่มี 2 ข้อ โดยข้อ 2 จะเป็นส่วนที่มีคะแนนถึง 2 ใน 3 ของคะแนนทั้งหมดในส่วนนี้ วันนี้ IDP Hotcourses จะพาไปเจาะลึกข้อสอบส่วนนี้ พร้อมให้เทคนิคดีๆ เพื่อให้ทุกคนเตรียมตัวได้ถูกต้องกัน   IELTS Writing Task 2 คืออะไร IELTS Writing Task 2 คือ ข้อสอบข้อที่ 2

71.3K