ขั้นตอนเรียนต่อ
เรียนในต่างประเทศ : การเตรียมตัวและการสมัครเรียน

รวมหลากหลายวิธีเขียน Personal Statement พิชิตใจคนอ่านได้ตั้งแต่พารากราฟแรก

share image
320

สำหรับใครที่กำลังวางแพลนเตรียมตัวเรียนต่อต่างประเทศ เราเชื่อมากๆ เลยว่าหนึ่งในปัญหาที่กวนใจใครหลายๆ คนคงหนีไม่พ้นการเขียน Personal Statement (จดหมายแนะนำตัวเอง) แน่ๆ

 

สำหรับใครที่ยังไม่รู้ ในส่วนของจดหมายแนะนำตัวสำหรับบางมหาวิทยาลัย ที่มีการแข่งขันสูงมากๆ จดหมายความยาวไม่เกินสองหน้ากระดาษเอสี่ชิ้นนี้ เปรียบเสมือนตัวชี้เป็น-ชี้ตายเลยว่าผู้สมัครรายนั้นจะได้ไปเรียนต่อหรือเปล่าเชียวล่ะ  

 

นี่ก็เลยเป็นเหตุผลที่ผู้สมัครแต่ละคนต้องงัดทุกสิ่งอย่างออกมาเพื่อทำให้ตัวเองดู "ฉีก" ออกมาจากผู้สมัครรายอื่นให้ได้ แต่เอ๊ะ แล้วจะทำยังไงให้แน่ใจได้ว่างานเขียนของเราจะไม่ซ้ำกับชาวบ้านเขา? วันนี้ Hotcourse Thailand เลยรวบรวมวิธีการเขียน Personal Statement ที่จะทำให้งานเขียนของคุณชนะใจกรรมการได้ง่ายขึ้นนั่นเอง

 

เพราะ Personal ก็คือ Personal

อย่างที่เกริ่นเอาไว้ตอนต้นว่า Personal Statement จุดประสงค์ของมันก็มีไว้เพื่อการเขียนแนะนำตัวเอง หลายคนมักจะไปตกม้าตายตรงที่ไปลอกงานเขียนตามเว็บไซต์ห้าบาทสิบบาทมามากเกินไป จนสิ่งที่เขียนอยู่ออกมาดูทื่อไม่มีเสน่ห์เอาซะเลย จริงอยู่ที่ว่าเราสามารถดูวิธีการเขียน หรือสไตล์การเล่าเรื่องของผู้สมัครรายอื่นๆ ได้ แต่ท้ายที่สุดแล้ว เรื่องเล่าที่จะต้องนำมาเขียนก็ต้องเป็นประสบการณ์ “ส่วนตัว” ของเราเองอยู่ดี คุณอาจจะเริ่มต้นด้วยการมองหากิจกรรมหรือความชอบที่สอดคล้องกับสาขาวิชาและมหาวิทยาลัยที่เล็งเอาไว้ พยายามนั่งลิสต์เหตุผลว่าทำไมคุณถึงเลือกสาขาและมหาวิทยาลัยแห่งนี้ แล้วทำไมถึงไม่เลือกที่อื่น (แนะนำว่าสำหรับคนที่เล็งหลักสูตรแบบการเรียน (Taught Course) ควรแวะเข้าไปดูแคตาล็อครายวิชาคร่าวๆ เพื่อนำมาเขียนเสริมว่าเราต้องการจะเข้าที่นี่จริงๆ นะ)

 

แล้วต้องเริ่มยังไงล่ะ

ว่ากันว่างานหินที่สุดสำหรับการเขียน คือประโยคแรกของพารากราฟ บางคนอาจจะติดตรงนี้เป็นชั่วโมงๆ หรือหลายวันเลยก็ได้ หากเราเข้าไปดูในเว็บไซต์หลายๆ แห่ง เราจะเจอเทมเพลทสำหรับการเขียนจดหมายแนะนำตัวเยอะแยะไปหมด ซึ่งส่วนมากจะเริ่มต้นด้วยอะไรง่ายๆ อย่าง

 

This [subject] has always been a large part of my life. From my early youth to the current me, I have always enjoyed blah blah blah

 

ฟังดูก็ไม่ได้เสียหายอะไรที่จะขึ้นต้นงานเขียนแบบนี้ เพราะอ่านๆ ดูแล้วก็ตรงไปตรงมาดี แต่หากลองนึกว่าเราเป็นคณะกรรมการคัดเลือกผู้สมัคร เจองานเขียนแบบนี้สักประมาณ...100 คน น่าเชื่อว่างานของเรา รวมถึงอีก 99 คนที่เหลือน่าจะมีจุดจบคล้ายๆ กันคือถังขยะเป็นแน่

 

It’s all about who you are

อันที่จริง หลายมหาวิทยาลัยไม่ได้อยากรู้ว่ามหาวิทยาลัยเขาดียังไง เขาอยากรู้ว่า “ทำไม” เราถึงอยากเข้ามหาวิทยาลัยเขา แล้วอะไรคือจุดเด่นที่ฉีกตัวเราออกจากผู้สมัครคนอื่น ดังนั้น Personal Statement เลยไม่ใช่การเขียนเชิงวิชาการ (Academic Writing) อย่างที่หลายคนเข้าใจผิด แต่เป็นการเล่าเรื่องผ่านมุมมองส่วนบุคคล (Personal Narrative) ที่เราจำเป็นต้องนึกถึงประสบการณ์ที่เป็น “จุดเปลี่ยน” ให้เราเข้ามาสนใจในสายงานแบบนี้ แล้วทำไมที่นี่ถึงจะตอบโจทย์เราได้

 

เช่นว่าสมมติอยากไปเรียนต่อสายการตลาด Digital Marketing แต่ก่อนเคยคิดว่าการตลาดคือการไปนั่งค้าขายเพราะที่บ้านเป็นร้านขายของ/ธุรกิจส่วนตัวมากก่อน พอมาเรียนในสายป.ตรีจริงๆ แล้วรู้สึกว้าวกับการศึกษาตลาดด้านนี้มากๆ เราอาจจะใส่เข้าไปเป็นบทเปิดของเราก็ได้:

 

It took me years to realize you don’t have to own a shop to understand marketing.

 

สั้นๆ แล้วก็ทำให้เรารู้สึกอยากรู้ต่อแล้วว่าเอ้า! ทำไมถึงใช้เวลานานจังกว่าจะรู้ในเรื่องนี้ แล้วระหว่างทางเราเติบโตไปยังไงบ้างล่ะ? เพราะพอทุกอย่างมันกลายเป็นเรื่องส่วนตัวที่เราเปลี่ยนมาเล่าให้คนอื่นฟัง แค่นี้ก็จะทำให้งานเขียนของเราไม่เหมือนใคร (unique) ได้แล้วค่ะ

 

ใช้คำเชื่อม Delay ประโยคหลัก

แฟนๆ หนังสืบสวนคงเคยรู้สึกใช่ไหมคะว่า หนังแต่ละเรื่องมักจะค่อยๆ เผยข้อมูลเล็กๆ พอเป็นพิธีให้คนดูอย่างเรารู้สึกอยากอ่านตามต่อ หรือถ้าใกล้ตัวกว่านั้นก็คือการเล่าเรื่องแบบกระทู้ Pantip.com ที่บางท่านอาจจะเลือกเล่าให้เกือบถึงจุดพีค (Climax) ของเรื่องแล้วจบกระทู้ไว้ด้วยคำว่า “เดี๋ยวมาต่อนะ”

 

ถ้าเราลองยึดไอเดียการเขียนแบบนี้เป็นหลักล่ะก็ มีเหรอที่คณะกรรมการตรวจใบสมัครจะไม่อยากรู้เรื่องของเราต่อยกตัวอย่างเช่น

 

Before she entered publishing industry, before she owned her online blog, before she could gain confidence in her crafts, Sarah was a girl who had a deep hatred for writing and its rules of grammar.

  

อย่าลืมเช็คแกรมม่าร์

ขึ้นชื่อว่าเป็นเรื่องเล่า การเขียนจดหมายแนะนำตัวที่เซฟตัวเองที่สุดคือการเขียนโดยใช้รูปอดีตกาล (Past Tense) แต่เรื่องเล่าก็ไม่จำเป็นต้องใช้เป็นการเล่าแบบอดีตกาลเสมอไปนะ คือข้อดีของการใช้ Past Tense ในการเขียนคือ เราไม่ต้องไปกังวลมากว่าเราจะเขียนผิดแกรมม่าร์ในเรื่องของเวลาหรือเปล่า (เพราะทุกประโยคเป็นรูปอดีตกาล) แต่การเล่าเรื่องแบบนี้ ในมุมมองของคนอ่าน โดยเฉพาะสำหรับใครที่เรียนวรรณกรรมมานั้น จะรู้สึกเหมือนไม่ได้เข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของเรื่องเล่าของผู้เขียนซะเท่าไหร่

 

วิธีแก้ในส่วนนี้ให้ลอง “อ่าน” (อ่านจริงๆ นะ) แล้วรู้สึกว่าพอเราอ่านแล้วเราเริ่มต้องสูดลมหายใจเข้าไปอีกรอบเนี่ย ให้แตกประโยคยาวๆ นั่นเป็นสองประโยคแทน เพื่อที่ว่าคนอ่านจะได้รู้สึกว่ามันไม่ยืดเยื้อเกินไปด้วย

สามารแวะเข้ามาดู Guide Book จากมหาวิทยาลัยทั่วโลกได้ที่นี่

 

 

 

 

 

ค้นหาคอร์ส

เลือกประเทศ
ปริญญาตรี
เกี่ยวกับผู้เขียน

author image

ปอปอ จบเอกภาษาอังกฤษ ปัจจุบันเป็นทั้งนักเขียน นักแปล และครูสอนการเขียนสอบเข้ามหาวิทยาลัยต่างๆ หากมีเวลาว่างจากภาระงานประจำและฟรีแลนซ์ ชอบเขียนวิเคราะห์ภาพยนตร์ หนังสือ ซีรีส์บนเพจสมัครเล่นของตัวเองด้วย

MUST READ

เคล็ดลับฝึกฟังภาษาอังกฤษยังไงให้เข้าหู

เคล็ดลับฝึกฟังภาษาอังกฤษยังไงให้เข้าหู   ทำไมถึงฟังภาษาอังกฤษไม่เก่ง? เพิ่มคะแนนการฟังภาษาอังกฤษยังไงดี? ฟังฝรั่ง คนต่างชาติไม่เข้าใจ ต้องทำยังไง? ถ้าตอนนี้มีคำถามเหล่านี้อยู่ในใจแล้วก็อย่าเพิ่งท้อใจไปนะ ขอให้รู้ไว้ว่ามันเป็นเรื่องธรรมดาของการเรียนภาษา ไม่ว่าจะภาษาใดๆ บนโลกใบนี้ เพราะเมื่อภาษาแปลงร่างจากการเขียนเป็นการพูด จะมีปัจจัยอื่นๆ เข้ามาเกี่ยวข้องอีกมากมาย ไม่ว่าจะเป็นน้ำเสียงของผู้พูดแต่ละคนที่มีเป็นร้อยเป็นพันแบบ

402655

ไขข้อสงสัย IELTS กับ TOELF ต่างกันยังไง

ระบบคะแนน ทำความรู้จักระดับคะแนน IELTS กันก่อนล่ะกัน คือเขาจะแบ่งออกเป็นตั้งแต่ระดับ 1-9 สำหรับแต่ละทักษะ สอบเป็นฟัง พูด อ่าน เขียน พอได้คะแนนในแต่ละพาทมาแล้ว เขาก็จะเอามาหารแล้วได้ออกมาเป็น Overall Score เช่นว่าบางที่อาจจะรับเฉพาะคนที่ได้คะแนนรวม 6 ขึ้นไปเท่านั้น ห้ามมีส่วนไหนได้ต่ำกว่า 5 ไรแบบนี้ (แต่ก็ไม่ต้องกังวลไป เพราะบางมหาวิทยาลัยก็มี Presessional Courses ปรับพื้นฐานภาษาสำหรับคนที่คะแนนไม่ถึง....แต่ก็แพงอยู่นะบอกก่อน)  

326012

วิธีเตรียมตัวไปเรียนต่อนอกภายใน 1 ปี

วิธีเตรียมตัวไปเรียนต่อนอกภายใน  1 ปี หากมีสักแว๊บที่คิดว่า  “นะ..อยากจะไปเรียนต่อเมืองนอกใช้ชีวิตในต่างประเทศ” ขอแนะนำว่าควรลองหาทางดู ไม่ว่าคุณจะมีพื้นฐานแบบไหนมาก็ตาม ในประเทศไทยเองขณะนี้มีมหาวิทยาลัยเกือบ 140 แห่งให้ แต่มีมหาวิทยาลัยที่เปิดสอนหลักสูตรอินเตอร์อยู่แค่ 10 กว่าแห่งเท่านั้น และแน่นอนว่าในสายตาของบริษัทยักษ์ใหญ่ CV สมัครงานของเราจะดูน่าสนใจขึ้นอีกมากเพราะ การจบมาจากเมืองนอก

86401

รวมกลวิธีเตรียมสอบทุกทักษะ IELTS แบบไม่ง้อติวเตอร์

ฝึกทักษะการฟัง - ดูรายการภาษาอังกฤษ ทักษะการฟังเป็นส่วนแรกที่เราจะต้องเจอในการสอบ IELTS ซึ่งโดยมากแล้วจะมาประมาณ 4 สถานการณ์ที่แตกต่างกันออกไป อาจจะเป็นการกรอกแบบสอบถาม การคุยกันกับเพื่อน เติมแผนที่ลงไปในโปรแกรมทัวร์อะไรเทือกๆ นี้     สิ่งหนึ่งที่เราต้องเตรียมตัวคือการฝึกหูของเราให้รับและคุ้นชินกับสำเนียงบริติช หลายครั้งคนไทยเราส่วนมากจะเจอแต่สำเนียงอเมริกัน จนเราชินกับสำเนียงเขาไปแล้ว

55973