สำหรับใครที่กำลังวางแพลนเตรียมตัวเรียนต่อต่างประเทศ เราเชื่อมากๆ เลยว่าหนึ่งในปัญหาที่กวนใจใครหลายๆ คนคงหนีไม่พ้นการเขียน Personal Statement (จดหมายแนะนำตัวเอง) หรือบางคนอาจต้องใช้ Motivational Letter แน่ๆ
สำหรับใครที่ยังไม่รู้ ในส่วนของจดหมายแนะนำตัวสำหรับบางมหาวิทยาลัย ที่มีการแข่งขันสูงมากๆ จดหมายความยาวไม่เกินสองหน้ากระดาษเอสี่ชิ้นนี้ เปรียบเสมือนตัวชี้เป็น-ชี้ตายเลยว่าผู้สมัครรายนั้นจะได้ไปเรียนต่อหรือเปล่าเชียวล่ะ
นี่ก็เลยเป็นเหตุผลที่ผู้สมัครแต่ละคนต้องงัดทุกสิ่งอย่างออกมาเพื่อทำให้ตัวเองดู "ฉีก" ออกมาจากผู้สมัครรายอื่นให้ได้ แต่เอ๊ะ แล้วจะทำยังไงให้แน่ใจได้ว่างานเขียนของเราจะไม่ซ้ำกับชาวบ้านเขา? วันนี้ Hotcourse Thailand เลยรวบรวมวิธีการเขียน Personal Statement ที่จะทำให้งานเขียนของคุณชนะใจกรรมการได้ง่ายขึ้นนั่นเอง
เพราะ Personal ก็คือ Personal
อย่างที่เกริ่นเอาไว้ตอนต้นว่า Personal Statement และ Motivational Letter จุดประสงค์ของมันก็มีไว้เพื่อการเขียนแนะนำตัวเอง
หลายคนมักจะไปตกม้าตายตรงที่ไปลอกงานเขียนตามเว็บไซต์ห้าบาทสิบบาทมามากเกินไป จนสิ่งที่เขียนอยู่ออกมาดูทื่อไม่มีเสน่ห์เอาซะเลย จริงอยู่ที่ว่าเราสามารถดูวิธีการเขียน หรือสไตล์การเล่าเรื่องของผู้สมัครรายอื่นๆ ได้
แต่ท้ายที่สุดแล้ว เรื่องเล่าที่จะต้องนำมาเขียนก็ต้องเป็นประสบการณ์ “ส่วนตัว” ของเราเองอยู่ดี คุณอาจจะเริ่มต้นด้วยการมองหากิจกรรมหรือความชอบที่สอดคล้องกับสาขาวิชาและมหาวิทยาลัยที่เล็งเอาไว้ พยายามนั่งลิสต์เหตุผลว่าทำไมคุณถึงเลือกสาขาและมหาวิทยาลัยแห่งนี้ แล้วทำไมถึงไม่เลือกที่อื่น (แนะนำว่าสำหรับคนที่เล็งหลักสูตรแบบการเรียน (Taught Course) ควรแวะเข้าไปดูแคตาล็อครายวิชาคร่าวๆ เพื่อนำมาเขียนเสริมว่าเราต้องการจะเข้าที่นี่จริงๆ นะ)
แล้วต้องเริ่มยังไงล่ะ
ว่ากันว่างานหินที่สุดสำหรับการเขียน คือประโยคแรกของพารากราฟ บางคนอาจจะติดตรงนี้เป็นชั่วโมงๆ หรือหลายวันเลยก็ได้ หากเราเข้าไปดูในเว็บไซต์หลายๆ แห่ง เราจะเจอเทมเพลทสำหรับการเขียนจดหมายแนะนำตัวเยอะแยะไปหมด ซึ่งส่วนมากจะเริ่มต้นด้วยอะไรง่ายๆ อย่าง
This [subject] has always been a large part of my life. From my early youth to the current me, I have always enjoyed blah blah blah
ฟังดูก็ไม่ได้เสียหายอะไรที่จะขึ้นต้นงานเขียนแบบนี้ เพราะอ่านๆ ดูแล้วก็ตรงไปตรงมาดี แต่หากลองนึกว่าเราเป็นคณะกรรมการคัดเลือกผู้สมัคร เจองานเขียนแบบนี้สักประมาณ...100 คน น่าเชื่อว่างานของเรา รวมถึงอีก 99 คนที่เหลือน่าจะมีจุดจบคล้ายๆ กันคือถังขยะเป็นแน่
It’s all about who you are
อันที่จริง หลายมหาวิทยาลัยไม่ได้อยากรู้ว่ามหาวิทยาลัยเขาดียังไง เขาอยากรู้ว่า “ทำไม” เราถึงอยากเข้ามหาวิทยาลัยเขา แล้วอะไรคือจุดเด่นที่ฉีกตัวเราออกจากผู้สมัครคนอื่น ดังนั้น Personal Statement และ Motivational Letter เลยไม่ใช่การเขียนเชิงวิชาการ (Academic Writing) อย่างที่หลายคนเข้าใจผิด แต่เป็นการเล่าเรื่องผ่านมุมมองส่วนบุคคล (Personal Narrative) ที่เราจำเป็นต้องนึกถึงประสบการณ์ที่เป็น “จุดเปลี่ยน” ให้เราเข้ามาสนใจในสายงานแบบนี้ แล้วทำไมที่นี่ถึงจะตอบโจทย์เราได้
เช่นว่าสมมติอยากไปเรียนต่อสายการตลาด Digital Marketing แต่ก่อนเคยคิดว่าการตลาดคือการไปนั่งค้าขายเพราะที่บ้านเป็นร้านขายของ/ธุรกิจส่วนตัวมากก่อน พอมาเรียนในสายป.ตรีจริงๆ แล้วรู้สึกว้าวกับการศึกษาตลาดด้านนี้มากๆ เราอาจจะใส่เข้าไปเป็นบทเปิดของเราก็ได้:
It took me years to realize you don’t have to own a shop to understand marketing.
สั้นๆ แล้วก็ทำให้เรารู้สึกอยากรู้ต่อแล้วว่าเอ้า! ทำไมถึงใช้เวลานานจังกว่าจะรู้ในเรื่องนี้ แล้วระหว่างทางเราเติบโตไปยังไงบ้างล่ะ? เพราะพอทุกอย่างมันกลายเป็นเรื่องส่วนตัวที่เราเปลี่ยนมาเล่าให้คนอื่นฟัง แค่นี้ก็จะทำให้งานเขียนของเราไม่เหมือนใคร (unique) ได้แล้วค่ะ
ใช้คำเชื่อม Delay ประโยคหลัก
แฟนๆ หนังสืบสวนคงเคยรู้สึกใช่ไหมคะว่า หนังแต่ละเรื่องมักจะค่อยๆ เผยข้อมูลเล็กๆ พอเป็นพิธีให้คนดูอย่างเรารู้สึกอยากอ่านตามต่อ หรือถ้าใกล้ตัวกว่านั้นก็คือการเล่าเรื่องแบบกระทู้ Pantip.com ที่บางท่านอาจจะเลือกเล่าให้เกือบถึงจุดพีค (Climax) ของเรื่องแล้วจบกระทู้ไว้ด้วยคำว่า “เดี๋ยวมาต่อนะ”
ถ้าเราลองยึดไอเดียการเขียนแบบนี้เป็นหลักล่ะก็ มีเหรอที่คณะกรรมการตรวจใบสมัครจะไม่อยากรู้เรื่องของเราต่อยกตัวอย่างเช่น
Before she entered publishing industry, before she owned her online blog, before she could gain confidence in her crafts, Sarah was a girl who had a deep hatred for writing and its rules of grammar.
อย่าลืมเช็คแกรมม่าร์
ขึ้นชื่อว่าเป็นเรื่องเล่า การเขียนจดหมายแนะนำตัวที่เซฟตัวเองที่สุดคือการเขียนโดยใช้รูปอดีตกาล (Past Tense) แต่เรื่องเล่าก็ไม่จำเป็นต้องใช้เป็นการเล่าแบบอดีตกาลเสมอไปนะ คือข้อดีของการใช้ Past Tense ในการเขียนคือ เราไม่ต้องไปกังวลมากว่าเราจะเขียนผิดแกรมม่าร์ในเรื่องของเวลาหรือเปล่า (เพราะทุกประโยคเป็นรูปอดีตกาล) แต่การเล่าเรื่องแบบนี้ ในมุมมองของคนอ่าน โดยเฉพาะสำหรับใครที่เรียนวรรณกรรมมานั้น จะรู้สึกเหมือนไม่ได้เข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของเรื่องเล่าของผู้เขียนซะเท่าไหร่
วิธีแก้ในส่วนนี้ให้ลอง “อ่าน” (อ่านจริงๆ นะ) แล้วรู้สึกว่าพอเราอ่านแล้วเราเริ่มต้องสูดลมหายใจเข้าไปอีกรอบเนี่ย ให้แตกประโยคยาวๆ นั่นเป็นสองประโยคแทน เพื่อที่ว่าคนอ่านจะได้รู้สึกว่ามันไม่ยืดเยื้อเกินไปด้วย
5 ขั้นตอนง่ายๆ เขียน Statement of Purpose (SOP) เพื่อเรียนต่อ
เคล็ดลับการเขียน Personal statement สำหรับสมัครเข้ามหาวิทยาลัย