ขั้นตอนเรียนต่อ
เรียนในต่างประเทศ : การเตรียมตัวและการสมัครเรียน

สืบเคล็ดลับฝึกฝนภาษาอังกฤษให้เก่ง เริดและปัง โดยไม่ต้องไปนอก!

how to learn english without going abroad
51

    วันศุกร์อีกแล้วววว หวังว่าจะเป็นวันสุขสำหรับซิสผู้อ่านทุกคนนะคะ

    ปฏิเสธไม่ได้ว่าการไปเรียนต่อต่างประเทศ สิ่งหนึ่งที่สำคัญมากๆ ก็คือทักษะภาษาอังกฤษ เพราะมหาวิทยาลัยส่วนใหญ่ต้องการหลักฐานยืนยันว่านักศึกษาจะมีความรู้ในการทำความเข้าใจเนื้อหาต่างๆ ซึ่งทั้งหมดก็เป็นภาษาอังกฤษนั่นแหละ แต่คนไทยที่ไม่ได้มีภาษาอังกฤษเป็นภาษาแม่ พอมาเริ่มเรียนก็เลยรู้สึกว่ามันยากสุดๆ กลายเป็นหนึ่งในวิชาที่หลายๆ คนแขยงไปเลย

 

    แต่วันนี้มิสขอเสนอตัว (ไม่ใช่แบบนั้นเด้อ) เปลี่ยนความคิดของทุกคนเอง! เชื่อมิสเถอะว่าภาษาอังกฤษไม่ได้ยากเกินความสามารถถ้าเราตั้งใจ! วันนี้มิสจะพาไปดูตัวอย่างของคนที่เอาชนะมันด้วยตัวเองโดยไม่ได้ไปเรียนต่อนอกที่ไหนเลยจ้ะ 

 

    ก่อนอื่นมิสอยากให้แต่ละคนสำรวจตัวเองก่อนว่าเรามีจุดแข็ง จุดอ่อนยังไงเกี่ยวกับภาษาอังกฤษ โดยมิสจะแบ่งเป็น การฟัง การพูด การอ่าน และการเขียน ลองให้คะแนนในใจเราไว้แล้วไปดูว่าเราจะอัพสกิลยังไงได้บ้างเลยจ้ะ รับรองเคล็ดลับเพียบ

 

    ขอเริ่มจากกระทู้ จากภาษาอังกฤษเกรด 1 กัดฟันสู้...จนสอบได้ไปต่างประเทศ ของคุณ คุณหลอกดาว ที่แชร์ไว้ได้ละเอียด ครบถ้วนมากค่ะ โดยคุณหลอกดาวเริ่มต้นจาก การสร้างแรงบันดาลใจในการเรียนอันดับแรก แรงบันดาลใจที่ว่าคือการไปแลกเปลี่ยนที่สหรัฐอเมริกาค่ะ จากนั้นก็แชร์ขั้นตอนต่อไปดังนั้น

 

    ค้นหาปัญหา

    ปัญหาของผมคือ

       1.เบื่อการเรียนภาษาอังกฤษ

       2.เกลียดภาษาอังกฤษ

       3.ฟัง พูด อ่าน เขียน ไม่ได้ ไม่ออก ไม่เป็น ทำไรไม่ได้เลย

       4.ไม่อดทน

         เราเบื่อ เบื่อเพราะอะไร เพราะเรานั่งเรียนให้ห้อง พูดประโยคตามที่อจ.สอน แล้วก็สลับกันพูดกับเพื่อนข้างๆ (ที่อ่อนภาษาเหมือนกัน 555) เบื่อ อจ.ที่มาถึงแจกชีท สอนแกรมม่า  เกลียดอังกฤษ....เกลียดทำไม เพราะมันยากไง มันเบื่อมันก็เลยเกลียด พอมันเกลียดก็ไม่อยากเรียน ทักษาฟังพูดอ่านเขียน เลยง่อยไปตามๆกัน สุดท้ายก็ไม่อยากจะทนที่จะเรียน ผมจะทนไปทำไมก็มันไม่ชอบนิหว่า

 

     เริ่มแก้ที่ละจุด

        เบื่อรูปแบบการเรียนภาษาในห้อง งั้นผมเริ่มใหม่ ผมเริ่มจากการฟังครับ ผมไปเช่าหนังที่ร้าน DVD เรื่องนึงซึ้งตอนนั้นไม่รู้ว่ามันคือเรื่องไร หยิบมั่วๆมาครับ จากนั้นก็เปิดดูตามขั้นตอนดังนี้

       1. sound ภาษาอังกฤษ

       2. no subtitle

       3. นั่งดู ไปเรื่อยๆ

         จะพบว่า...มันก็เบื่อเหมือนเดิมนั้นละ ดูไม่รู้เรื่อง 5555 และจะทำไปทำไมเนี้ยะ !!! นึกถึงอเมริกาครับ นึกถึงวันที่เราสอบได้ วันที่เราได้ไปอเมริกา

        ถ้าเราเบื่อแบบนี้เราจะไม่ได้ไปอเมริกา คิดแบบนั้นผมก็เลยดูต่อไป ดูๆไปมันก็สนุกดีนะครับ ถึงจะไม่รู้เรื่องสักเท่าไหร่

        รอบสอง ผมก็ดูเรื่องเดิม แต่คราวนี้เลือกฉากที่ชอบสัก 10 นาที(ต้องเป็นฉากที่บทพูดเยอะๆนะ)ที่แล้วมานั่งฟัง ฟังแบบตั้งใจ จับความอะไรได้ไหม ตอบเลยว่า ไม่ได้!! แล้วจะทำไปเนี้ยะ เลิกแล้วไปเล่นเกมส์ดีกว่า  นึกถึงอเมริกาครับ นึกถึงวันที่เราสอบได้และได้ไปอเมริกา

       ผมทำแบบนี้ทุกวัน เดิมๆครับ ดูหนังไปเรื่อยๆเอามันส์ไม่รู้เรื่อง จากนั้นก็เลือกฉากที่ชอบมา 10 นาที มา replay นั่งฟังซ้ำๆสัก 2-3 รอบ ทำแบบนี้ เกือบเดือน เริ่มเห็นผลแล้ว!!!! 

 

    พอฝึกดูหนังไปสักพักจขกท. ก็อัพสกิลไปฟังวิทยุและเริ่มฝึกออกเสียงจ้ะ  “ขั้นต่อมา ผมก็เริ่ม Advance ขึ้น ฟังอย่างเดียวกลัวเบื่อ คราวนี้เราพูดบ้างดีกว่า พูดของผมในที่นี้คือพูดตามดาราในหนังนั้นละครับ พูดผิดถูกไม่รู้ แต่จะพูด  ออกเสียง s เสียง z เสียง Stress เลียนแบบเขาไปครับ ซึ่งแน่นอนฟังแล้วรู้สึกดัดจริต” ใครอยากฝึกฟังลองเข้าไปดูที่ลิ้งก์นี้ก็ได้นะ http://learningenglish.voanews.com 

 

    เรียนภาษาอังกฤษฟรีๆ ไม่ง้อกวดวิชา กับ 5 PODCASTS สุดปัง

    เรียนภาษาอังกฤษง่ายๆผ่านแอพฯกันดีกว่า

    6 เว็บไซต์ฝึกสกิลพูดและแชทกับเจ้าของภาษาโดยตรง

 

    ขั้นตอนต่อมาก็ต้องมาฟาดฟันกับตัวปัญหาอย่าง ไวทยากรณ์ หรือ Grammar นั่นเอง 

    

    “หลังจากฟังได้ 20 วัน ฟัง+พูดได้อีกสัก 20 วัน คราวนี้ผมก็เจอปัญหาใหญ่คือ ผมไม่สามารถเรียบเรียงคำพูดออกมาได้ คือผมสามารถพูดตามฝรั่งในหนังด้วยสำเนียงที่เหมือนเพราะเลียนแบบเขา แต่ผมไม่สามารถพูดตามที่อยากจะพูด เอาละสิ...ทำอย่างไรดี 

    คราวนี้ผมไปเลือกดูหนังสือแกรมม่าครับ ผมคิดว่าการที่เราจะพูดได้อย่างน้อย เราน่าจะรู้โครงสร้างของประโยคที่ถูกต้องเสียก่อน หนังสือแกรมม่ามีหลากหลายมาก ผมเลือกหนังสือแกรมม่าสำหรับใช้งาน เจ้าหนังสือแกรมม่ามันมีทั้งแบบแกรมม่าไว้สอบ คือมันจะซับซ้อน ยากไป!! ผมก็เอาแกรมม่าสำหรับใช้งานในชีวิตประจำวัน ไปนั่งเลือกเอาที่ถูกใจเลยครับ ใช้เวลาไปเกือบวัน ได้มา 2-3 เล่ม 

       จากนั้นผมก็ค่อยๆอ่าน ค่อยๆศึกษามันทีละหัวข้อและพยายามเอามาประยุกต์ใช้   หัวข้อ tense ทั้ง 12  tense ผมจำได้หมด (ณ ตอนนั้น) ว่าโครงสร้างเป็นอย่างไร แต่เอาใช้ในชีวิตประจำวันจริงๆแล้ว ใช้ไม่กี่ tense เอง” 

    

    8 แกรมม่าที่ใช้กันผิดบ่อยๆ ในการสอบ IELTS

 

    ผ่านแกรมม่ามาแล้วก็ต้องมาทดสอบความรู้ด้วยการอ่าน! “สำหรับการอ่าน ก็เริ่มจากอ่านในเนตครับ เวปข่าวต่างประเทศ แน่นอนครับว่ามันยากกกกก.....ใครมันจะไปอ่านได้ ผมก็เลยเปลี่ยนมาอ่านหนังสือพวก nation junior (ไม่ทราบว่าตอนนี้มีขายอยู่ไหม)  ยากมาหน่อยก็พวก reader's digest ศัพย์ไม่รู้เปิด dictionary เลยครับ พยายามอ่านที่เป็นหนังสือนะครับ อย่าอ่านออนไลน์ เพราะอ่านในหนังสือศัพย์ตัวไหนเราไม่ทราบเราก็สามารถเปิดหาและจดมันลงไป ช่วยให้เราจำศัพย์ได้ดียิ่งขึ้น” 

 

    เริ่มอ่านก็ต้องหัดเขียน “อันนี้เป็นจุดสำคัญเลยครับ เป็นทักษะที่ผมคิดว่าค่อยข้างยาก และผมอาจจะต้องสอบเขียนเรียงความด้วย  ซึ่งเหนื่อยเลยไม่รู้จะทำอย่างไรดี อีกไม่นานก็จะต้องสอบแล้ว ผมก็เลยดูรูปแบบเรียงความหาได้ใน internet จำๆรูปแบบไปครับ 5555 ไม่ดีเลยนะครับ ผมอยากจะแนะนำว่า ถ้าอยากจะเขียนได้ดีๆ ควรจะมีคนคอยตรวจ คอยแก้ไขให้นะครับ ทักษะนี้ควรจะมีผู้ชี้แนะ ควรจะไปลงเรียนนะครับ ซึ่งเมื่อต้นปีที่ผ่านมา ผมได้มีโอกาสลงเรียน Academic writing ที่ มหาวิทยาลัยจัดอบรม มันช่วยให้ผมเข้าใจการเขียนได้ดีมากยิ่งขึ้น

    

    มิสแนะนำง่ายๆ ว่าการอ่านและเขียนสามารถทำไปพร้อมๆ กันได้ โดยอ่านและพยายามจดจำรูปแบบที่เจ้าของภาษาใช้ในการเขียนกัน เริ่มอ่านและสังเกตการเขียนได้ที่เว็บไซต์ข่าวเหล่านี้ก็เข้าท่านะ http://www.bbc.com, http://edition.cnn.com, http://bangkokpost.com

 

    ส่วนเรื่องคำศัพท์ มิสคิดว่าวิธีที่จขกท. บอกมาข้างต้น ก็เป็นอีกหนึ่งวิธีที่ทำให้เราได้คำศัพท์ไปในตัว การฟังวิทยุ ดูหนัง อ่านข่าว เหล่านี้ล้วนมีคำศัพท์อยู่แล้ว และถ้าเจอคำไหนที่ไม่รู้แนะนำให้หาทันที ไม่ควรปล่อยไว้ให้คาใจ ถ้าไม่สะดวกแนะนำให้จดไว้ก่อนแล้วค่อยไปหาทีหลังจ้ะ หรือถ้าใครรู้สึกว่าวิธีนี้ไม่น่าเวิร์ค ลองวิธีที่มิสเคยได้ยินว่ามีคนทำกันอย่าง ไปซื้อพจนานุกรมภาษาอังกฤษ-ไทย มาสักเล่ม แล้วอ่านเล่มนั้นแหละ เอาแบบขนาดพกพาได้ก็พอนะ ฮาาาา 

 

    พอหอมปากหอมคอเนาะ ลิ้งก์ที่แปะให้มีประโยชน์ทุกอันเลย อย่าลืมเข้าไปกดอ่านกันเด้อ 

    ส่องคอร์สเรียนภาษาน่าสนใจ เรียนไปเที่ยวไป ชิลม้ากกก

 

 

เกี่ยวกับผู้เขียน

how to learn english without going abroad

Miss Detective Diva (Miss DD) นักสืบสาวออนไลน์แห่ง Hotcourses Thailand

MUST READ

เคล็ดลับฝึกฟังภาษาอังกฤษยังไงให้เข้าหู

เคล็ดลับฝึกฟังภาษาอังกฤษยังไงให้เข้าหู   ทำไมถึงฟังภาษาอังกฤษไม่เก่ง? เพิ่มคะแนนการฟังภาษาอังกฤษยังไงดี? ฟังฝรั่ง คนต่างชาติไม่เข้าใจ ต้องทำยังไง? ถ้าตอนนี้มีคำถามเหล่านี้อยู่ในใจแล้วก็อย่าเพิ่งท้อใจไปนะ ขอให้รู้ไว้ว่ามันเป็นเรื่องธรรมดาของการเรียนภาษา ไม่ว่าจะภาษาใดๆ บนโลกใบนี้ เพราะเมื่อภาษาแปลงร่างจากการเขียนเป็นการพูด จะมีปัจจัยอื่นๆ เข้ามาเกี่ยวข้องอีกมากมาย ไม่ว่าจะเป็นน้ำเสียงของผู้พูดแต่ละคนที่มีเป็นร้อยเป็นพันแบบ

410057

ไขข้อสงสัย IELTS กับ TOELF ต่างกันยังไง

ระบบคะแนน ทำความรู้จักระดับคะแนน IELTS กันก่อนล่ะกัน คือเขาจะแบ่งออกเป็นตั้งแต่ระดับ 1-9 สำหรับแต่ละทักษะ สอบเป็นฟัง พูด อ่าน เขียน พอได้คะแนนในแต่ละพาทมาแล้ว เขาก็จะเอามาหารแล้วได้ออกมาเป็น Overall Score เช่นว่าบางที่อาจจะรับเฉพาะคนที่ได้คะแนนรวม 6 ขึ้นไปเท่านั้น ห้ามมีส่วนไหนได้ต่ำกว่า 5 ไรแบบนี้ (แต่ก็ไม่ต้องกังวลไป เพราะบางมหาวิทยาลัยก็มี Presessional Courses ปรับพื้นฐานภาษาสำหรับคนที่คะแนนไม่ถึง....แต่ก็แพงอยู่นะบอกก่อน)  

335081

วิธีเตรียมตัวไปเรียนต่อนอกภายใน 1 ปี

วิธีเตรียมตัวไปเรียนต่อนอกภายใน  1 ปี หากมีสักแว๊บที่คิดว่า  “นะ..อยากจะไปเรียนต่อเมืองนอกใช้ชีวิตในต่างประเทศ” ขอแนะนำว่าควรลองหาทางดู ไม่ว่าคุณจะมีพื้นฐานแบบไหนมาก็ตาม ในประเทศไทยเองขณะนี้มีมหาวิทยาลัยเกือบ 140 แห่งให้ แต่มีมหาวิทยาลัยที่เปิดสอนหลักสูตรอินเตอร์อยู่แค่ 10 กว่าแห่งเท่านั้น และแน่นอนว่าในสายตาของบริษัทยักษ์ใหญ่ CV สมัครงานของเราจะดูน่าสนใจขึ้นอีกมากเพราะ การจบมาจากเมืองนอก

87375

รวมกลวิธีเตรียมสอบทุกทักษะ IELTS แบบไม่ง้อติวเตอร์

ฝึกทักษะการฟัง - ดูรายการภาษาอังกฤษ ทักษะการฟังเป็นส่วนแรกที่เราจะต้องเจอในการสอบ IELTS ซึ่งโดยมากแล้วจะมาประมาณ 4 สถานการณ์ที่แตกต่างกันออกไป อาจจะเป็นการกรอกแบบสอบถาม การคุยกันกับเพื่อน เติมแผนที่ลงไปในโปรแกรมทัวร์อะไรเทือกๆ นี้     สิ่งหนึ่งที่เราต้องเตรียมตัวคือการฝึกหูของเราให้รับและคุ้นชินกับสำเนียงบริติช หลายครั้งคนไทยเราส่วนมากจะเจอแต่สำเนียงอเมริกัน จนเราชินกับสำเนียงเขาไปแล้ว

57649