ขั้นตอนเรียนต่อ
เรียนในต่างประเทศ : การเตรียมตัวและการสมัครเรียน

‘อะไรๆ ก็ MBA’ จำเป็นมั้ยว่าต้องเรียนป.โทด้านนี้เท่านั้น!?

share image

   ‘จะเรียนต่อป.โท สาขาอะไร?’

    ‘MBA’

 

    คงเป็นคำที่ซิสๆ ได้ยินกันหลายต่อหลายคน ไม่ว่าจะจากเพื่อน รุ่นพี่หรือรุ่นน้อง

 

    MBA หรือ Master of Business Administration เป็นสาขาที่เรียนเกี่ยวกับการบริหารจัดการธุรกิจ ว่ากันว่าถ้าอยากจะอัพเงินเดือน หรือเลื่อนต่ำแหน่งก็ให้มาเรียน MBA เพราะเปรียบเสมือนดั่งทางลัดที่ทำให้ทุกคนไปสู่เป้าหมายได้ ทุกวันนี้เราเลยเห็นคอร์ส MBA จากมหาลัยทั่วโลกและนักเรียนก็มาจากทั่วโลกเช่นกัน จริงรึเปล่าว่าถ้าคิดอะไรไม่ออกก็เรียนต่อ MBA ไปก่อน? แล้วทำไมต้อง MBA?

 

    ขอกางโพลก่อน จากการทำ Quick Poll ในทวิตเตอร์ จากคนเข้าตอบ 8 คน

    ว่า จำเป็นมั้ยว่าต้องเรียนต่อป.โท MBA?

    37.5% บอกจำเป็น

    ส่วนที่เหลือบอกไม่จำเป็น

 

    เสียงค่อนข้างชัดเจนแต่ก็ไม่สามารถตอบคำถามได้ขนาดนั้นว่าจำเป็นจริงๆ รึเปล่า ดังนั้นเราจะพาไปหาคำตอบกันว่าทำไมคนถึงเลือกเรียน MBA? เรียนแล้วได้อะไรกันแน่!?

 

    เริ่มจาก แชร์ประสบการณ์ เรียน Executive MBA เรียนไปทำไม เรียนแล้วได้อะไรมั่ง ของคุณ Strong Cool Creative

 

    เหตุผลที่ผมเลือกเรียนMBA เพราะว่าการจะทำงานในระดับสูงๆขึ้นไปนอกจากประสบการณ์ เราจะต้องมีความรู้พื้นฐานที่เหมาะสมไว้รองรับได้ ถึงแม้ไม่จำเป็นต้องทำเองทั้งหมด แต่ก็ต้องเข้าใจได้ว่าอะไรเป็นอะไร ทำให้การตัดสินใจบางอย่างง่ายขึ้นและแน่นอนขึ้น จะได้ไม่ให้ใครมาหลอกได้ อีกอย่างผมคิดว่าในแต่ละวันเด็กรุ่นใหม่ๆจะมีความสามารถมากขึ้นเรื่อยๆ ถ้าเราไม่พัฒนาตัวเอง อนาตตอาจจะตกอยู่ในสถาณการณ์ที่ลำบากหากยังต้องทำงานในองค์กรที่แข็งขันกันสูงอยู่

 

     มีคนจำนวนไม่น้อย มองการเรียน MBA เป็นเรื่องของแฟชั่นและใช้ปริญญาไต่เต้าหาความก้าวหน้าในอาชีพเพียงอย่างเดียว ซึ่งผมก็คิดว่ามันก็คงถูกและเป็นเหตุผลของเขา แต่ถ้าคิดมุมเดียวแบบนี้อาจจะไม่ได้ประโยชน์เต็มที่เท่าที่ควร

 

    สำหรับจขกท. นี้มองว่าการเรียน MBA คือเป็นการวางแผน วางรากฐานให้แก่การทำงานในอนาคต เลยต้องหาองค์ความรู้ว่าเสริมก่อน และยังแนะนำอีกว่าคลาสที่มีผู้ใหญ่เรียนเยอะจะได้ความรู้และประสบการณ์ (ที่บอกเล่า) มากกว่า

 

    อีกบทความที่น่าสนใจ คือ ไปเรียน MBA ในอเมริกาดีมั้ย ของคุณ Chawit Rochanakit ซึ่งบอกเล่าประสบการณ์และแง่คิดได้น่าสนใจมากๆ โดยคุณ Chawit เรียน MBA แบบ Full-time 2 ปี ซึ่งโปรแกรมไม่สนับสนุนให้นักเรียนเรียนไปทำงานไป (ขอแนะนำให้อ่านบทความเต็มๆ เพราะมีประโยชน์มากๆ เลย)

 

    MBA อาจทำให้เรานึกถึงอาชีพที่คนจบออกมาแล้วมักเลือกเป็นกัน เช่น Management consulting หรือ Investment banking ไม่ว่าจะเป็นเพราะความสนใจในอาชีพอย่างแท้จริง เห็นว่าเป็นอาชีพที่สามารถต่อยอดได้ดี หรือค่าตอบแทนที่ค่อนข้างสูง สุดท้ายที่ผมนึกออก บางคนก็ว่าไปเรียน MBA ก็คือการชุบตัว

 

    ถ้าพูดแบบตรงตัวแล้ว MBA คือโปรแกรมที่เข้าไปเรียนแล้วพอจบออกมาแล้วจะได้ปริญญาโท คนที่สมัครจะเรียนด้านไหนมาก็ได้ในตอนปริญญาตรี และก่อนสมัครต้องมีประสบการณ์การทำงาน (แต่ไม่จำเป็นต้องเป็นงานในโลกธุรกิจ) MBA เป็นโปรแกรมการศึกษาที่ออกแบบมาเพื่อตอบสนองความต้องการของตลาดงานในโลกธุรกิจ โลกทุนนิยมเป็นหลัก ... เป็นโปรแกรมที่เน้นผลิตคนแบบ Generalist มากกว่าคนที่รู้เฉพาะทาง เช่น ตอนเรียนอาจจะเน้นด้าน Finance แต่เมื่อเรียนจบออกมา ความคาดหวังโดยทั่วไปก็คือคนนั้นจะกลายเป็น “ผู้บริหาร” ที่เชี่ยวชาญด้านการเงิน คือรู้การเงิน ทำงานได้ แต่มีความเข้าใจ และสามารถจัดการธุรกิจในภาพรวมได้

 

    นักเรียนที่มองหาโปรแกรม MBA และนักเรียนที่โปรแกรมเหล่านี้มองหา น่าจะแบ่งได้เป็น 3 พวกหลัก ๆ คือ

 

    1. คนที่ทำงานในโลกธุรกิจหรือการบริหารมาก่อน แล้วอยากจะเปลี่ยนสายงาน

    2. คนที่ปกติไม่ได้ทำงานในสายบริหารหรือธุรกิจ แต่ต้องการเข้าสู่โลกบริหารธุรกิจ

    3. คนที่ตั้งใจจะทำงานในสายอาชีพเดิม แต่ต้องการไต่บันไดระดับขั้นบริหารให้สูงขึ้นผ่านการพัฒนาทักษะความเป็นผู้นำ และความเข้าใจธุรกิจที่รอบด้านขึ้น

 

    ความต้องการอีกอย่างของแทบทุกคนในทุกกลุ่ม ที่ไม่จำเป็นต้องพูดออกมาแต่รู้กันในใจ คือต้องการได้เงินเดือน หรือค่าตอบแทนที่มากขึ้น อย่างน้อยคือคิดในระยะกลางถึงระยะยาวแล้วต้องคุ้มกับค่าเทอมที่ต้องจ่ายไป และเวลา 2 ปีที่ต้องหยุดพักการทำงาน

 

    ซึ่งคุณ Chawit บอกว่าถ้าไม่ใช่คนใน 3 กลุ่มนี้ โปรแกรมMBA ก็อาจจะไม่ตอบโจทย์นะ

 

    Mindset โดยทั่วไปของนักเรียนและตัวโรงเรียนเอง คือ เรียน MBA แล้วต้องได้งาน ... ชีวิต MBA มีอยู่ 4 อย่าง Academics, Recruiting, Social, Sleep และเราเลือกได้แค่ 3 อย่างใน 4 อย่างนี้

 

    Recruiting ก็คือการหางานทำ นับเป็นส่วนประกอบที่เป็นเอกลักษณ์ของ MBA ที่ผมเชื่อว่าหาไม่ได้ในโปรแกรมปริญญาโทแบบอื่น ๆ สำหรับ Top MBA schools แล้ว โรงเรียนจะมีความสัมพันธ์กับบริษัทชั้นนำของโลกเป็นร้อย ๆ บริษัท ในแทบทุก Industry ... ใน MBA การหางานนี้เป็นเนื้อเดียวกันกับชีวิตการเป็นนักเรียน เช่นวัน ๆ นึง เราอาจจะเรียนสองคาบในแต่ละวัน แต่เวลาที่เหลือก็คือทำ Resume ซ้อมสัมภาษณ์ ไป Briefing (งานที่บริษัทมาพูดที่โรงเรียน เชิญชวนนักเรียนให้สมัคร) ไป Networking event (งานแนวงานเลี้ยง พบปะพูดคุย หรือสัมมนา เป็นงานที่ต้องพบปะผู้คน ส่วนใหญ่บริษัทมักเป็นเจ้าภาพ บางที Career development ของโรงเรียนก็จะเป็นคนกลางเพื่อให้บริษัทกับนักเรียนได้เจอกัน)

 

    Social โรงเรียน MBA ที่ดี ๆ มักมีโครงสร้างที่ช่วยส่งเสริมสังคมอยู่แล้ว เช่น กีฬาสีระหว่างทีม ปาร์ตี้ที่โรงเรียนเป็นสปอนเซอร์ กิจกรรม Event ต่าง ๆ โดยมากแล้วนักเรียน MBA ก็จะได้ฝึกบทบาทความเป็นผู้นำในการร่วมจัดการกิจกรรมเหล่านี้ ... แทบทุกโรงเรียนจะมี Clubs ซึ่งแบ่งเป็น Career clubs เช่น Finance Club, Consulting Club, Tech Club เป็นต้น

 

    ส่วน Academic ก็คือด้านวิชาการนั่นเองซึ่งเจ้าของบทความบอกว่า “จะมีวิชาหลัก (Core courses) ที่พูดถึงหลักการบริหารธุรกิจโดยทั่วไปตามฟังก์ชันและทักษะ เช่น Finance, Accounting, Marketing, Operations, Leadership, Decision analysis, Economics, Business ethics เป็นต้น ส่วนที่เหลือจะเป็น Elective courses ที่เลือกได้ตามความสนใจส่วนตัว”

    

    ด้วยเวลาที่จำกัดแค่ 2 ปี แต่มีประตูเปิดให้โอกาสไหลมาแบบตู้ม ๆ ฉะนั้นแล้วจึงไม่แปลกที่หลายคนจะเลือกสามเหลี่ยม Academics, Recruiting, Social แล้วเอา Sleep ไว้ท้ายสุด

 

    มิสขอสรุปเลยแล้วกัน ไม่ใช่ทุกคนจะเหมาะกับการเรียน MBA ถ้าไม่ชอบโลกธุรกิจ ก็ไม่น่าจะชอบ MBA ดังนั้นการจะเรียน MBA ต้องมีแพชชั่นด้านธุรกิจด้วย นอกจากนี้ยังต้องมีความเป็นผู้นำ ชอบแข่งขันพอสมควร เพราะโลกของเงินมันเร็วเด้อ (ในบทความของคุณ Chawit มีข้อสังเกตด้วยว่าใครที่เหมาะกับการเรียน MBA ไปอ่านโลด)

 

    ถ้าใครคิดว่า ชั้นชอบ! MBA คือชั้น ก็จัดไปค่ะ เพราะซิสๆ จะได้สังคม connection ความรู้กลับมาแบบเต็มเม็ดเต็มหน่วยแน่นอน และแน่นอนว่าเงินเดือนก็ขึ้นตามไปด้วย เพราะเงินเดือนเฉลี่ยของนักศึกษา MBA ในอเมริกาอยู่ระหว่าง $52,00 - $134,991 หรือ 1,627,470 - 4,225,218 บาทเลยทีเดียว! ถ้าใจรักแล้วมิสว่าก็คุ้มนะ :D

 

    รวมทุน MBA แห่งเมืองผู้ดี

    หลักสูตร MBA ในอังกฤษที่ใครๆ ก็เอื้อมถึง

    สืบประสบการณ์จริง เรียน MBA ยิ่งแพง ยิ่งดี?

    Top 10 คอร์ส MBA จากมหาลัยระดับเทพใน Asia

 

 

MUST READ

เคล็ดลับฝึกฟังภาษาอังกฤษยังไงให้เข้าหู

เคล็ดลับฝึกฟังภาษาอังกฤษยังไงให้เข้าหู   ทำไมถึงฟังภาษาอังกฤษไม่เก่ง? เพิ่มคะแนนการฟังภาษาอังกฤษยังไงดี? ฟังฝรั่ง คนต่างชาติไม่เข้าใจ ต้องทำยังไง? ถ้าตอนนี้มีคำถามเหล่านี้อยู่ในใจแล้วก็อย่าเพิ่งท้อใจไปนะ ขอให้รู้ไว้ว่ามันเป็นเรื่องธรรมดาของการเรียนภาษา ไม่ว่าจะภาษาใดๆ บนโลกใบนี้ เพราะเมื่อภาษาแปลงร่างจากการเขียนเป็นการพูด จะมีปัจจัยอื่นๆ เข้ามาเกี่ยวข้องอีกมากมาย ไม่ว่าจะเป็นน้ำเสียงของผู้พูดแต่ละคนที่มีเป็นร้อยเป็นพันแบบ

427.7K

ไขข้อสงสัย IELTS กับ TOELF ต่างกันยังไง

ระบบคะแนน ทำความรู้จักระดับคะแนน IELTS กันก่อนล่ะกัน คือเขาจะแบ่งออกเป็นตั้งแต่ระดับ 1-9 สำหรับแต่ละทักษะ สอบเป็นฟัง พูด อ่าน เขียน พอได้คะแนนในแต่ละพาร์ทมาแล้ว เขาก็จะเอามาหารแล้วได้ออกมาเป็น Overall Score เช่นว่าบางที่อาจจะรับเฉพาะคนที่ได้คะแนนรวม 6 ขึ้นไปเท่านั้น ห้ามมีส่วนไหนได้ต่ำกว่า 5 ไรแบบนี้ (แต่ก็ไม่ต้องกังวลไป เพราะบางมหาวิทยาลัยก็มี Presessional Courses ปรับพื้นฐานภาษาสำหรับคนที่คะแนนไม่ถึง)   แนะนำทางลัด

354.8K

วิธีเตรียมตัวไปเรียนต่อนอกภายใน 1 ปี

วิธีเตรียมตัวไปเรียนต่อนอกภายใน  1 ปี หากมีสักแว๊บที่คิดว่า  “นะ..อยากจะไปเรียนต่อเมืองนอกใช้ชีวิตในต่างประเทศ” ขอแนะนำว่าควรลองหาทางดู ไม่ว่าคุณจะมีพื้นฐานแบบไหนมาก็ตาม ในประเทศไทยเองขณะนี้มีมหาวิทยาลัยเกือบ 140 แห่งให้ แต่มีมหาวิทยาลัยที่เปิดสอนหลักสูตรอินเตอร์อยู่แค่ 10 กว่าแห่งเท่านั้น และแน่นอนว่าในสายตาของบริษัทยักษ์ใหญ่ CV สมัครงานของเราจะดูน่าสนใจขึ้นอีกมากเพราะ การจบมาจากเมืองนอก

88.6K

รวมกลวิธีเตรียมสอบทุกทักษะ IELTS แบบไม่ง้อติวเตอร์

ฝึกทักษะการฟัง - ดูรายการภาษาอังกฤษ ทักษะการฟังเป็นส่วนแรกที่เราจะต้องเจอในการสอบ IELTS ซึ่งโดยมากแล้วจะมาประมาณ 4 สถานการณ์ที่แตกต่างกันออกไป อาจจะเป็นการกรอกแบบสอบถาม การคุยกันกับเพื่อน เติมแผนที่ลงไปในโปรแกรมทัวร์อะไรเทือกๆ นี้     สิ่งหนึ่งที่เราต้องเตรียมตัวคือการฝึกหูของเราให้รับและคุ้นชินกับสำเนียงบริติช หลายครั้งคนไทยเราส่วนมากจะเจอแต่สำเนียงอเมริกัน จนเราชินกับสำเนียงเขาไปแล้ว

60.7K