ขั้นตอนเรียนต่อ
เรียนในต่างประเทศ : การเตรียมตัวและการสมัครเรียน

10 คำถามที่ควรถามตัวเองก่อนตัดสินใจเรียนต่อเมืองนอก

59979

 

การไปเรียนต่อเมืองนอกนั้นก็เป็นความฝันของใครหลายๆ คน บางคนก็พร้อมไปทันที บางคนก็ยังไม่พร้อมติดด้วยปัจจัยต่างๆ เพราะฉะนั้นวันนี้เราเลยมาช่วยเพื่อนๆ ตั้งคำถามกับตัวเองว่า “เรา” จะไปเรียนต่อเมืองนอกได้ต้องคำนึงถึงอะไรบ้าง เพราะว่าการไปใช้ชีวิตอยู่ในสถานที่ใหม่นานๆ มีผลทั้งการเปลี่ยนแปลงสภาพชีวิตทั้งภายนอกและภายในกายเลยทีเดียว เราต้องปรับตัวกันขนานใหญ่ แถมยังไปนาน

 

ถ้าใครตอบคำถาม 10 ข้อนี้ได้ก็ถือว่าเข้าใจตัวเองระดับหนึ่งแล้วว่าตัดสินใจจะไปเรียนต่อเมืองนอกดีหรือไม่ดี อยากรู้มั้ยว่าเราเป็นหนึ่งในนั้นรึเปล่า ลองมาดูกันเลย

 

เตรียมตัวเรียนต่อเมืองนอก

 

1. ต้องการไปเรียนต่อเมืองนอกจริงๆ ใช่ไหม?

ถ้าไม่ได้คิดอะไรทุกคนอาจจะตอบว่า แหงสิ ไม่งั้นจะคิดเรื่องเรียนต่อเมืองนอกทำไม แต่! การเรียนต่อเมืองนอกนั้นถ้าเป็นระดับปริญญาโทก็ใช้เวลา 2-3 ปีเลย เพราะฉะนั้นต้องให้มั่นใจว่าอยากไปเรียนสาขาหนึ่งจริงๆ ด้วยระยะเวลาเท่านี้ ไม่ใช่แค่เลือกลงเพราะอยากมาเรียนแบบไม่รู้เรื่องรู้ราว อาจลองตอบ10 คำถามก่อนตัดสินใจเปเรียนต่อ เพื่อเชคตัวเองอีกที

Note: ในกรณีที่เราคิดแล้วรู้สึกว่าจริงๆ แล้วไม่ได้อยากเรียนระยะเวลายาวขนาดนั้น คอร์สระยะสั้นไม่กี่เดือนเพื่อเปลี่ยนบรรยากาศอาจจะเป็นทางออกก็ได้

 

2. พร้อมจะเริ่มเตรียมตัวเมื่อไหร่?

ช่วงการตัดสินใจเรียนต่อของหลายๆ คนอาจจะไม่เท่ากัน บางคนก็คิดไว้ตั้งแต่ยังเรียนปอตรี บางคนนึกปุบปับเรียนจบปุ๊บอยากไปเลย บางคนรอเวลาขอทำงานก่อนค่อยทำเอกสารสมัครเรียนต่างๆ เมื่อเป็นแบบนี้จึงต้องพิจารณาว่าตัวเองอยู่จุดไหน ยกตัวอย่างง่ายๆ สำหรับช่วงเวลาต่างๆ ในการเตรียมตัว

อายุน้อยกว่าหรือเท่ากับปอตรี: เป็นช่วงสนใจ ลองหาข้อมูลการศึกษาที่ประเทศนั้นๆ หรือสาขานั้นๆ ให้แน่ใจว่าเราอยากเรียนจริงๆ แต่มีแพลนบีเผื่อไว้ถ้าอยู่ๆ เกิดอยากเปลี่ยนสาขาหรืออนาคตก็ดีนะ เพราะยังมีเวลาอีกเยอะ

กำลังจะเรียนจบ: ถ้าสนใจเรียนเลยก็ต้องรีบจัดแจงเอกสาร ขอ recommendation letter จากอาจารย์ที่สนิท เช็คตารางวัน เงื่อนไขของมหาวิทยาลัยให้ดี แต่ถ้าใครที่แพลนว่าจะทำอย่างอื่นก่อนสักช่วงหนึ่งค่อยไปเรียนก็อาจจะต้องวางแผนเรื่องเอกสารเช่นกัน เช่นการไปคุยกับอาจารย์ก่อน ท่านจะได้จำได้และไม่ต้องปวดหัวเมื่อเรามาขอให้เขียนจดหมายแนะนำในภายหลัง

กำลังทำงาน: อันนี้อาจจะยากและปวดหัวหน่อยเพราะทำงานควบไปด้วย ต้องแพลนและคุยกับที่ทำงานดีๆ สัญญาการทำงานเป็นอย่างไร เอกสารต้องจัดแจงให้เรียบร้อย ตรวจร่างกาย ขอวีซ่า เงื่อนไขเหล่านี้อาจทำให้ต้องลางานบ่อยครั้ง เพราะฉะนั้นต้องคุยกับเจ้านายดีๆ ล่ะ

การเตรียมตัวคร่าวๆ ก็ประมาณนี้ ถ้าตอบได้ตามที่บอกก็สบายใจได้เปราะหนึ่งแล้วล่ะ

>>> เตรียมตัวเรียนต่อเมืองนอกภายใน 1 ปี <<<

3. เรียนสาขาวิชาอะไรดี?

แม้จะมีการพูดกันบ่อยครั้งว่าถ้าทำงานจบไปไม่จำเป็นต้องตรงกับสายหรือสาขาที่เรียนก็ได้ แต่อย่างไรก็ตามก็ใช้ไม่ได้กับทุกเคส เพราะฉะนั้นจะเลือกเรียนสาขาอะไรก็สำคัญนะ ไตร่ตรองให้ถี่ถ้วนให้ดี ถึงบางสาขาจะมีโอกาสให้เราเปลี่ยนไปเรียนสาขาอื่นได้ถ้าไม่ชอบแต่ก็เสียเวลาอีก ถ้าเราได้ใช้เวลาให้เต็มที่ ทำความรู้จักกับสิ่งที่เรียนให้ลึกซึ้งก็จะดีกว่านะ

 

ค่าใช้จ่าย

 

 

4. รับมือกับค่าใช้จ่ายยังไงดี?

เมื่อมีประเทศเป้าหมายที่จะไปเรียนต่อแล้วก็ได้เวลามาคำนวณค่าใช้จ่ายกันล่ะ ไม่ว่าจะเป็นค่าเล่าเรียน ค่าที่พัก ค่าตั๋วเครื่องบิน ค่าประกัน และค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน (ค่ารถ ค่าอาหาร ฯลฯ) ในเคสที่ดูไว้หลายๆ ที่อยู่ก็อาจจะต้องเปรียบเทียบค่าครองชีพเพื่อดูว่าประเทศไหนใช้เงินมากหรือน้อยกว่าขอบเขตที่เรากำหนดไว้ ที่สำคัญเลยคือต้องตอบให้ได้ว่าจะจัดการกับค่าใช้จ่ายเหล่านี้ยังไง

 

 

Free ukbook    Free book usaFree book Australia

 

 

 

 

 

5. สมัครเรียนเมื่อไหร่?

มหาวิทยาลัยในต่างประเทศส่วนใหญ่ จะเปิดรับนักศึกษา 2 ช่วง คือ ฤดูใบไม้ผลิ และ ฤดูหนาวหรือฤดูใบไม้ร่วง ซึ่งจะเริ่มเปิดรับใบสมัครทางออนไลน์ ประมาณ 4-5 เดือนก่อนเปิดเทอม โดยมากนักเรียนไทยจะไปเรียนต่อประมาณเดือนกันยายน แต่ก็ต้องเดินทางไปถึงมหาวิทยาลัยตั้งแต่เดือนกรกฎาคม - สิงหาคม เพื่อเตรียมความพร้อม จัดหาที่พัก และบางคนอาจต้องเรียนคอร์สภาษาหรือคอร์สปรับพื้นฐานเพิ่มเติมก่อน ก็ลองดูกันดีๆ เพราะการสมัครเรียนจำเป็นต้องใช้เอกสารหลายๆ อย่าง 

สำหรับนักศึกษาปริญญาตรีที่อยากไปเรียนต่อโทเลยก็อาจจะต้องกะเวลาดีๆ ว่าจะขอทรานสคริปต์หรือ letter of recommendation ทันหรือไม่ด้วยนะ! สำคัญมากเลย มีหลายคนที่ต้องเลื่อนเวลาสมัครเรียนเพราะกะเวลาผิดมาแล้ว

 

6. ต้องใช้คะแนนการสอบอะไรรึเปล่า?

ถ้าไปเรียนต่อหลักสูตรนานาชาติที่ใช้ภาษาอังกฤษเป็นหลัก มหาวิทยาลัยมักต้องการให้ผู้สมัครยื่นคะแนนสอบภาษาอังกฤษประกอบการพิจารณาด้วย โดยผลคะแนนที่นิยมใช้กันแพร่หลายก็ได้แก่ TOEFL และ IELTS หรือบางคอร์สอาจต้องยื่นคะแนนอื่นๆ เช่น GRE หรือ GMAT ประกอบด้วย อย่าลืมทำการบ้านล่วงหน้าว่ามหาวิทยาลัยที่สมัครต้องการคะแนนอะไรบ้าง จะได้เตรียมตัวสอบไว้ตั้งแต่เนิ่นๆ เพราะบางกรณีอาจต้องเรียนพิเศษเพิ่มเติมเพื่อคะแนนที่ดีขึ้น

 

7. สามารถขอทุนการศึกษาได้ไหม?

ในประเทศพัฒนาแล้วส่วนใหญ่ เช่น อเมริกา สหราชอาณาจักร ออสเตรเลีย สิงคโปร์ ฯลฯ จะมีทุนการศึกษาสำหรับนักศึกษาต่างชาติที่มีผลการเรียนดี หรือ กิจกรรมโดดเด่นด้วย หากได้รับทุนก็จะช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายไปได้มากทีเดียว ดังนั้น จึงควรศึกษารายละเอียดหรือสอบถามทางมหาวิทยาลัยเอาไว้ล่วงหน้า เพราะหากต้องการขอทุน มักจะต้องยื่นเอกสารหรือเขียนเรียงความเพิ่มเติมเพื่อการขอทุนโดยเฉพาะ

>>> ดูมหาวิทยาลัยที่มีทุนการศึกษา <<<

 

8. พักอาศัยที่ไหนดี?

การพักอาศัยเป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญ ถ้าโชคดีเจอที่พักดีก็โอเคไป ถ้าไม่ดีก็แย่หน่อย เพราะว่าแม้บางมหาวิทยาลัยหลายแห่งจัดสรรหอพักไว้ให้นักศึกษาต่างชาติในปีแรกของการศึกษาก็ไม่ใช่ทุกที่เสียทีเดียวไป อีกทั้งหอพักก็อาจจะต้องมีการจองหรือชำระเงินล่วงหน้า อันนี้ต้องเช็คให้ดี ถ้าอยากเช่าห้องพักข้างนอก เพื่อให้ผู้ปกครองและเพื่อนๆ ที่จะมาเยี่ยมสามารถพักด้วยได้อย่างสะดวกสบาย ก็ลองหาข้อมูลและเปรียบเทียบราคาจากหลายๆ แหล่งดู รวมถึงความปลอดภัยบริเวณโดยรอบ

ข้อนี้ Google Street จะเป็นตัวช่วยได้ดีเลย เราลองไปดูบรรยากาศรอบๆ ผ่านกูเกิ้ลแมปก่อนเป็นตัวช่วยแรกๆ ก็ไม่เลวนะ

 

9. สามารถทำงานพิเศษได้ไหม?

หากไม่ได้มีเงินสนับสนุนจากครอบครัวมากนัก การทำงานพิเศษก็เป็นทางเลือกหนึ่งที่น่าสนใจ แต่อย่าลืมศึกษาข้อมูลให้ดีว่า วีซ่านักเรียนนอกแต่ละประเทศทำงาน PART-TIME ได้กี่ชั่วโมงบ้าง และไม่ควรทำงานเยอะเกินไปหรือละเมิดกฎโดยเด็ดขาด เพราะนอกจากตัวเองจะเสี่ยงแล้ว ก็ยังอาจส่งผลเสียต่อรุ่นน้องนักเรียนไทยที่จะมาเรียนต่อในรุ่นหลังๆ ด้วย

 

10. จะเอาตัวรอดได้อย่างไร? 

การไปอยู่ห่างไกลจากบ้านเกิดเมืองนอนก็แน่นอนว่าจะต้องเผชิญหน้ากับสิ่งใหม่ๆ มากมาย และยังต้องรับผิดชอบตัวเองในทุกๆ ด้านอีกด้วย ฉะนั้นถ้ายังขาดทักษะอะไรที่จำเป็น ก่อนถึงวันเดินทางก็ควรฝึกฝน หาข้อมูล และเตรียมตัวไปก่อนล่วงหน้า เช่น ฝึกทำอาหาร หรือ ดาวน์โหลดแอพแผนที่ของเมืองนั้นๆ

นอกจากจะต้องมั่นใจว่าตัวเองเอาตัวรอดได้ อย่าลืมบอกคนในครอบครัว อธิบายให้เข้าใจว่าเราเอาตัวรอดได้ พวกเขาจะได้ไม่เป็นห่วง ตัวเราเองก็จะแฮปปี้ที่ได้มีโอกาสไปผจญภัยได้อย่างเต็มที่เพราะวางแผนเต็มที่แล้วด้วย

 

 

สรุปแล้วลองถามตัวเองดีๆ ว่าเราพร้อมแน่ไหม มีอะไรที่ยังขาดตกบกพร่องก็รีบเติมเต็มเข้าไว้ การผจญภัยกำลังรอเพื่อนๆ อยู่นะ :)

 

ค้นหาคอร์ส

เลือกประเทศ
โดยระดับการศึกษา*
เกี่ยวกับผู้เขียน

MUST READ

เคล็ดลับฝึกฟังภาษาอังกฤษยังไงให้เข้าหู

เคล็ดลับฝึกฟังภาษาอังกฤษยังไงให้เข้าหู   ทำไมถึงฟังภาษาอังกฤษไม่เก่ง? เพิ่มคะแนนการฟังภาษาอังกฤษยังไงดี? ฟังฝรั่ง คนต่างชาติไม่เข้าใจ ต้องทำยังไง? ถ้าตอนนี้มีคำถามเหล่านี้อยู่ในใจแล้วก็อย่าเพิ่งท้อใจไปนะ ขอให้รู้ไว้ว่ามันเป็นเรื่องธรรมดาของการเรียนภาษา ไม่ว่าจะภาษาใดๆ บนโลกใบนี้ เพราะเมื่อภาษาแปลงร่างจากการเขียนเป็นการพูด จะมีปัจจัยอื่นๆ เข้ามาเกี่ยวข้องอีกมากมาย ไม่ว่าจะเป็นน้ำเสียงของผู้พูดแต่ละคนที่มีเป็นร้อยเป็นพันแบบ

343029

เปรียบเทียบ IELTS TOEFL สอบอันไหนดี ไปเรียนอังกฤษสอบอันไหน

ระบบคะแนน ระดับคะแนนของ IELTS จะอยู่ระหว่าง 1 ถึง 9 ในทุกทักษะ​(ฟัง พูด อ่าน เขียน) โดยระดับ 1 คือระดับต่ำสุดและระดับ 9 คือระดับสูงสุด หมายความว่าใช้ภาษาอังกฤษได้ในระดับดีมาก ในขณะเดียวกันคะแนน TOEFL จะแบ่งตามทักษะ และนำคะแนนรวมของทุกทักษะมาใช้เป็นคะแนนสุดท้าย ยกตัวอย่างเช่น TOEFL iBT 120 คะแนน จะแบ่งเป็นทักษะละ 30 คะแนน คะแนนรวมของทุกทักษะจะบอกถึงความถนัดทางภาษาของเราว่าได้กี่คะแนน ดูการเปรียบเทียบระบบคะแนนด้านล่าง   รูปแบบการสอบ

265561

วิธีเตรียมตัวไปเรียนต่อนอกภายใน 1 ปี

วิธีเตรียมตัวไปเรียนต่อนอกภายใน  1 ปี หากมีสักแว๊บที่คิดว่า  “นะ..อยากจะไปเรียนต่อเมืองนอกใช้ชีวิตในต่างประเทศ” ขอแนะนำว่าควรลองหาทางดู ไม่ว่าคุณจะมีพื้นฐานแบบไหนมาก็ตาม ในประเทศไทยเองขณะนี้มีมหาวิทยาลัยเกือบ 140 แห่งให้ แต่มีมหาวิทยาลัยที่เปิดสอนหลักสูตรอินเตอร์อยู่แค่ 10 กว่าแห่งเท่านั้น และแน่นอนว่าในสายตาของบริษัทยักษ์ใหญ่ CV สมัครงานของเราจะดูน่าสนใจขึ้นอีกมากเพราะ การจบมาจากเมืองนอก

74589

เตรียมสอบ IELTS ด้วยตนเอง

>>> การสอบ IELTS คืออะไร >>> รู้จักกับ IELTS แบบใหม่ IELTS UKVI สำหรับขอวีซ่าอังกฤษ เริ่มใช้ 2558    ฝึกทักษะการฟัง - ดูรายการภาษาอังกฤษ ในการสอบฟังของ IELTS เราจะได้ยินการสนทนาที่ตัดมาจาก 4 สถานการณ์ที่แตกต่างกัน โดยอาจจะเป็นเพื่อนคุยกับเพื่อน อาจารย์คุยกับนักเรียน หรือรายงานข่าวทางวิทยุ ดังนั้นเราควรจะปรับนิสัยการดูข่าวของเรา ดูรายการเกมส์โชว์ หรือฟังเพลงในรายการต่างประเทศ เพื่อเตรียมพร้อมรับมือกับสำเนียงต่างๆ

49000