ถ้าพูดถึงการเตรียมตัวไปเรียนต่ออเมริกา ขอบอกเลยว่าการสอบ TOEFL ต้องเป็นหนึ่งใน to-do list ที่ทุกคนน่าจะคุ้นหูกันอย่างดี เพราะการจะเข้าเรียนต่อระดับมหาวิทยาลัยในอเมริกาจำเป็นต้องมีผลคะแนน TOEFL ไปยื่นด้วยนั่นเอง
ถึงแม้ชื่อค่อนข้างจะคุ้นหู แต่หลาย ๆ คนอาจะยังมีคำถามว่า เอ๊ะ แล้วมันมีกี่ประเภท ต้องสอบแบบไหน แต่ละแบบแตกต่างกันยังไง ดังนั้นบทความหน้านี้ก็เลยขอรวบรวมทุกอย่างเกี่ยวกับ TOEFL มาให้ดูกันค่ะ เช่น TOEFL คืออะไร? ทำความรู้จักการสอบ TOEFL แต่ละประเภท รวมไปถึงการเตรียมสอบ TOEFL ทิปส์และคำศัพท์ที่เจอบ่อย เรียกว่าที่เดียวครบ ไม่ต้องไปหาที่ไหนต่อเลย
กดอ่านหัวข้อที่สนใจข้างล่างได้เลย
TOEFL คืออะไร?
- TOEFL (Test of English as a Foreign Language) คือ สอบวัดระดับภาษาอังกฤษ ซึ่งเป็นการสอบแบบใช้ภาษาอังกฤษด้วย American English หรือภาษาอังกฤษแบบอเมริกัน
- การทดสอบที่จัดทำขึ้นโดย ETS (Educational Testing Service)
- จุดประสงค์หลักของการสอบ TOEFL คือ การวัดระดับความสามารถในการสื่อสารทุกด้าน ไม่ว่าจะเป็นการฟัง พูด อ่าน และเขียน อีกทั้งยังเป็นการวัดระดับความสามารถในการใช้ภาษาอังกฤษในระดับมหาวิทยาลัยอีกด้วย
- รูปแบบการทดสอบจึงเน้นหนักไปที่ข้อสอบแบบตัวเลือก เช่นเดียวกับการทำข้อสอบในมหาวิทยาลัยของอเมริกา
- ผลสอบ TOEFL สามารถเก็บได้นาน 2 ปี
TOEFL ใช้สมัครอะไรได้บ้าง?
- ส่วนใหญ่เราจะใช้ผลสอบ TOEFL เพื่อยื่นสมัครมหาวิทยาลัยในอเมริกาเป็นหลัก
- นอกจากอเมริกาแล้ว ยังมีอีกหลายประเทศที่ยอมรับผล TOEFL ด้วย เช่น มหาวิทยาลัยบางแห่งในอังกฤษหรือในยุโรป (เยอรมนี เดนมาร์ก สกอตแลนด์ สวิตเซอร์แลนด์และอื่น ๆ)
- ใช้ผลสอบ TOEFL เพื่อขอทุนการศึกษาทั้งในและต่างประเทศได้
- ใช้ประกอบการสมัครงานในบริษัทต่างประเทศ
- การย้ายถิ่นฐานไปอยู่ต่างประเทศ ก็อาจต้องใช้ TOEFL ด้วย
TOEFL มีกี่ประเภท?
- TOEFL iBT
- TOEFL Internet-based Test (iBT) เป็นแบบทดสอบบนคอมพิวเตอร์
- การสอบวัดระดับความรู้ภาษาอังกฤษทั้ง 4 ทักษะ ได้แก่ Listening, Speaking, Reading และ Writing แต่ละทักษะจะมีคะแนนเต็ม 30 คะแนน ดังนั้น TOEFL iBT จะมีคะแนนรวมทั้งหมด 120 คะแนน
- การสอบ TOEFL iBT ถือเป็นประเภทการสอบที่เป็นที่นิยมมากที่สุดในหมู่นักศึกษาต่างชาติที่ต้องการสมัครเข้าเรียนต่อในต่างประเทศ เนื่องจากผลทดสอบเป็นที่ยอมรับกันทั่วโลก ที่สำคัญ นอกจากที่นักศึกษาสามารถยื่นสมัครเรียนต่อในมหาวิทยาลัยหรือทุนทั่วโลกได้แล้ว หลาย ๆ มหาวิทยาลัยในประเทศไทยก็รองรับผลทดสอบประเภทนี้ด้วยเช่นกัน
- TOEFL ITP
- TOEFL Institutional Testing Program (ITP) เป็นข้อสอบ TOEFL ที่จัดสอบโดยองค์กรหรือสถาบันการศึกษาต่างๆ ซึ่งองค์กรเหล่านี้ได้ทำการจัดซื้อข้อสอบ TOEFL จาก ETS มาไว้ก่อนแล้ว
- องค์กรหรือสถาบันที่จัด เช่น MUIC หรือ ม.เกษตร หรือ ม.ราชภัฏฯ ต่าง ๆ
- การสอบ TOEFL ITP เป็นการสอบแบบ paper หรือทำข้อสอบบนกระดาษ
- สอบวัดระดับภาษาอังกฤษ 3 ทักษะ คือ Reading, Listening และ Grammar
- ผลคะแนนคือ 310 – 677 คะแนน
- ผลสอบจากการสอบ TOEFL ITP จะสามารถนำไปยื่นกับสถาบันที่เป็นผู้จัดสอบเท่านั้น
- TOEFL JUNIOR
- เป็นแบบทดสอบระดับความรู้ภาษาอังกฤษที่ใช้ในชีวิตประจำวันและในห้องเรียนของนักเรียน
- สำหรับผู้สอบที่มีอายุระหว่าง 10-17 ปี หรือเทียบเท่าระดับชั้นประถมศึกษาปลายและมัธยมศึกษาตอนต้น
โดยส่วนใหญ่แล้ว นักศึกษาต่างชาติจะนิยมสมัครสอบ TOEFL iBT (TOEFL Internet-based Test) เป็นหลัก เนื่องจากมหาวิทยาลัยทั่วโลกส่วนใหญ่รองรับผลการทดสอบประเภทนี้ ที่สำคัญ การทดสอบประเภทนี้ยังช่วยให้นักศึกษาสามารถเตรียมตัวสอบได้ง่าย โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับการจำลองสถานการณ์การสอบและการจับเวลาให้เหมือนกับนักศึกษาได้เข้าไปสอบจริง ๆ เพื่อให้เวลาที่สอบจริง นักศึกษาจะไม่ตื่นเต้นกับสนามสอบ
TOEFL ต้องสอบอะไรบ้าง? รูปแบบการสอบ TOEFL เป็นยังไง?
การสอบ TOEFL จะแบ่งออกเป็น 4 ส่วนด้วยกัน คือ
การอ่าน (Reading)
ผู้สอบจะต้องอ่านบทความที่ใช้ภาษาอังกฤษระดับมหาวิทยาลัย ประมาณ 3-4 บทความ แล้วตอบคำถามจากบทความเหล่านั้น โดยคำถามจะทดสอบความเข้าใจ การจับใจความสำคัญ คำศัพท์ และประเภทของบทความ
การฟัง (Listening)
ผู้สอบจะได้ฟังบทสนทนา, การประชุมหรือเลคเชอร์ประมาณ 2-3 เรื่อง ซึ่งทั้งหมดจะเกี่ยวข้องกับชีวิตในมหาวิทยาลัย เช่น บทสนทนาระหว่างนักเรียนและอาจารย์ หรือ ฟังการสอนในห้องเรียน โดยคำถามจะทดสอบเกี่ยวกับการจับรายละเอียด ข้อเสนอแนะ และคำศัพท์ โดยบทสนทนาจะเป็นการพูดที่ไม่เป็นทางการและเป็นธรรมชาติมาก (มักจะได้ยินคำติดปาก เช่น อืม หรือ เอ่อ... ระหว่างบทสนทนาเสมอ)
การพูด (Speaking)
การทดสอบนี้ จะให้ผู้สอบพูดผ่านไมโครโฟนซึ่งจะอัดเสียงเอาไว้ หลังจากนั้นผู้ตรวจข้อสอบจะนำมาฟังและให้คะแนน โดยคำถามส่วนแรก จะถามเกี่ยวกับความเป็นตัวเอง เช่น เมืองของคุณ หรือ คุณครูคนโปรดของเรา ในขณะที่คำถามอีกส่วนจะเป็นการตอบคำถามโดยการย่อประเด็นสำคัญจากบทความหรือบทสนทนาพร้อม ๆ กับเสนอความคิดเห็น ส่วนคำถามอื่น ๆ ก็อาจจะให้น้อง ๆ สรุปประเด็นจากบทสนทนาสั้น ๆ
การเขียน (Writing)
และสุดท้ายในส่วนของ Writing ผู้สอบจะต้องเขียนเรียงความสั้น ๆ 2 เรื่อง โดยเรื่องแรกจะได้หัวข้อกว้าง ๆ เช่น อินเตอร์เนตเปลี่ยนแปลงชีวิตเราอย่างไร หรือ ถ้าคุณสามารถเปลี่ยนอะไรก็ได้ในประเทศของคุณได้หนึ่งอย่าง คุณจะเปลี่ยนอะไร เป็นต้น
ส่วนข้อที่สอง ผู้สอบจะต้องวิเคราะห์และแสดงทัศนะ จากบทความหรือบทบรรยายที่ได้รับ
TOEFL แตกต่างกับ IELTS ยังไง?
TOEFL แตกต่างกับ IELTS ในหลายแง่มุม สิ่งแรกที่เห็นได้ชัดคือโครงสร้างการให้คะแนน โดยสำหรับ IELTS จะแสดงคะแนนในรูปแบบการวัดผล ที่ผู้สอบจะได้คะแนนจาก 1 - 9 ขณะที่ TOEFL จะวัดผลที่ใช้การประมวลผลแบบ SAT ที่จะรวมผลคะแนนจากการสอบทั้งหมด นอกจากนี้ในการสอบ IELTS ผู้สอบจะได้สอบพูดกับผู้คุมสอบแบบตัวต่อตัว แต่สำหรับ TOEFL จะเป็นการตอบคำถามด้วยไมโครโฟน ไม่มีคู่สนทนาโต้ตอบด้วย
IELTS ได้รับความนิยมมากในสหราชอาณาจักรและประเทศแถบยุโรป ในขณะที่ TOEFL ได้รับการยอมรับในอเมริกา แคนาดา และออสเตรเลีย แต่อย่างไรก็ตาม ในปัจจุบันมหาวิทยาลัยส่วนใหญ่ก็ต่างยอมรับการวัดผลทั้งสองแบบแล้ว เนื่องจากจุดประสงค์ของการทดสอบทั้งสองแบบเหมือนกัน ส่วนการเลือกว่าจะสอบแบบไหนนั้น ขึ้นอยู่กับว่าผู้สอบต้องการไปสมัครเรียนที่ใดมากกว่า แต่เพราะ TOEFL มีตัวเลือกให้ผู้สอบสามารถทำข้อสอบผ่านอินเตอร์เนตได้ ทำให้การทดสอบนี้เป็นที่ชื่นชอบในหมู่นักเรียนที่อาศัยอยู่ต่างประเทศมากกว่า IELTS
TOEFL มีค่าสอบเท่าไหร่? สมัครสอบที่ไหนได้บ้าง?
ค่าสมัครสอบ TOEFL จะแตกต่างกันตามประเภทที่เราเลือกสอบ คือ
- TOEFL iBT ค่าสอบ 215 ดอลล่าร์สหรัฐ หรือประมาณ 7,500 - 8,000 บาท
- TOEFL ITP ค่าสอบประมาณ 1,500 - 1,900 บาท
เราสามารถสมัครสอบ TOEFL ได้ที่สถานที่ต่าง ๆ ตามนี้
- ศูนย์สอบโดยตรง
- มหาวิทยาลัย
- สถาบันศึกษาหรือศูนย์ของเอกชนที่ได้รับอนุญาต
- สมัครสอบผ่าน เว็บไซต์ของ ETS ซึ่งจะมีศูนย์สอบในไทยหลายแห่ง ได้แก่ กรุงเทพฯ เชียงใหม่ หาดใหญ่ สระบุรีและศรีราชา
รวมบทความเตรียมตัวสอบ TOEFL
- ศัพท์ในข้อสอบ TOEFL
- เว็บ เพจ และตัวช่วยในการเตรียมสอบ TOEFL
- แกรมม่า
- เตรียมตัวให้พร้อมสอบ TOEFL
เครดิท